เป็นเวลานานยาวนานเกือบ 2 เดือนแล้ว ที่เหล่า "พันธมิตรกู้ชาติ" นับพันนับหมื่นชีวิตต้องทนตากแดดตากลมตากฝน ด้วยจุดหมายเดียวกันคือ ร่วมชุมนุมแสดงพลังประท้วงขับไล่ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" แต่ทว่าดูเหมือนหนทางกว่าจะถึงจุดสำเร็จยังคงต้องรออีกยาวไกล แต่กลไกในร่างกายกลับถดถ้อยลงทุกวันๆ
ท่ามกลางเปลวแดดที่ร้อนระอุของ "เมษาฮาวาย" ที่ดูเหมือนจะเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้พละกำลังของเหล่า "แฟนคลับพันธมิตรกู้ชาติ" ถึงกับต้องยอมยกธงขาวยอมแพ้กับไอแดดอย่างไม่มีเงื่อนไข สังเกตได้จากในช่วงระหว่างวันกลุ่มผู้ชุมนุมยอมสลายตัวเพื่อกลับไปพักผ่อนนอนหลับอาบน้ำอาบท่าให้สดชื่น แม้ว่าบนเวทีจะยังมีกิจกรรมปราศรัยสลับกับการแสดงดนตรีของกลุ่มศิลปินต่างๆ ก็ตามที
ขณะที่กลุ่มเครือข่ายฯที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดทิ้งบ้านเรือนเดินทางเข้ากรุงเทพฯ มาปักหลักชุมนุมประท้วงก็ยังต้องสลายตัว อาศัยหลบแดดตามเหลือบเงาของต้นไม้ ปล่อยให้พื้นที่หน้าเวทีปราศรัยวางเปล่า ทิ้งเวลาดวงอาทิตย์คล้อยลับเส้นขอบฟ้าจึงได้ฤกษ์นัดหมายเวลาชุมนุมกันใหม่
ในจำนวนนี้มีไม่กี่รายที่ยังทนปักหลักประท้วงอย่างแข็งขัน แต่สุขภาพสังขารดูจะร่วงโรยไปมาก!?!
"แรกๆ แรงยังดีสู้ได้ตลอด แต่พอย้ายมาชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลประท้วงแบบ 24 ชั่วโมงไม่มีหยุด สุขภาพก็แย่เพราะไม่ค่อยได้นอน แถมกลางวันอากาศก็ร้อนอบอ้าว ต้องหาร่มไม้ไว้คอยหลบแดดหลับนอน อาศัยทาแป้งเย็นคลายร้อยเอา มีอยู่วันที่ฝนตกค่อยชื่นใจหน่อย แต่สักกระเดี๋ยวก็กลับมาร้อนอีกเหมือนเคย นี่ก็เริ่มปวดหัวตัวร้อนกันเป็นแถวๆ แล้ว" คุณป้าอายุราว 50 กว่าปี จากเครือข่ายภาคใต้เล่าให้ฟังขณะเดินออกจากเต๊นท์พยาบาลของสภากาชาดไทย พลางยื่นมือไปหยิบพัดกระดาษขึ้นมาโบกลมเย็นเข้าหน้า ส่วนอีกมือกำยาเม็ดพาราเซตามอลประมาณ 10 เม็ด ไว้แน่นมือ พร้อมบอกว่า เอาไปฝากเพื่อนฝูงที่มาด้วยกัน
เฝ้าสังเกตอยู่หน้าเต๊นท์พยาบาลของสภากาชาดไทยอยู่สักระยะ ผู้คนมากมายทั้งลูกเล็กเด็กแดง คนหนุ่มสาว ไปจนกระทั่งรุ่นปู่ย่า ก็ทยอยเรียงหน้าเข้ามารับบริการทางการแพทย์เป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง
เกี่ยวกับเรื่องนี้ รศ.นพ.สมรัตน์ จารุลักษณานันท์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แพทย์ประจำหน่วยปฐมพยาบาล กองบรรเทาทุกข์ สภากาชาดไทย ซึ่งตั้งเต๊นท์ให้บริการที่หน้ากระทรวงศึกษาธิการ บอกว่าทุกวันนี้มีประชาชนเข้ามารับบริการประมาณ 600 คน โดยอาการป่วยอันดับหนึ่งคือ อ่อนเพลีย เป็นลม วันละมากกว่า 200 คน ส่วนใหญ่เกิดจากภาวะได้รับความร้อนจนเกิดอาการ "Heat StroKe" รองลงมาคือ ไข้หวัด ปวดหัวตัวร้อน และเป็นแผลตั้งแต่แผลถลอกไปจนถึงแผลฉกรรจ์ ที่ต้องเย็บปากแผล แต่รายที่หนักที่สุดคือ ผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจแล้วมีอาการหน้ามืดจะเป็นลมจึงอมยาอมใต้ลิ้น ซึ่งเป็นเรื่องต้องห้ามของคนเป็นโรคหัวใจ ทางแพทย์ได้นำตัวส่งโรงพยาบาลได้ทันจึงไม่เป็นอะไรมาก
"แพทย์จะรักษาไปตามอาการ เป็นลมก็ให้นั่งพักแจกยาดม แอมโมเนีย ปวดหัวก็ให้ยาพาราฯ มีแผลถลก ฟกช้ำ ก็ทำแผลทายาให้ รายไหนที่อาการหนักก็ต้องให้น้ำเกลือ ให้ออกซิเจน ถ้าอาการไม่ดีขึ้นก็ให้รถพยาบาลมารับไปส่งต่อให้โรงพยาบาล ทางสภากาชาดไทยได้เตรียมความพร้อมในการให้บริการทางการแพทย์กับกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างเต็มที่ ทั้งยาเวชภัณฑ์ อุปกรณ์เครื่องมือ ตั้งแต่การปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐานเป็นลมหมดสติ ไปจนถึงขั้นรุงแรงคือภาวะสงคราม ถูกยิง ถูกกระแทกจากการปะทะอย่างแรงจนถึงขั้นปอดยุบ ลมเข้าปอด เป็นต้น ทีมแพทย์ของเราสามารถเข้าให้ความช่วยเหลือได้ทันที" รศ.นพ.สมรัตน์กล่าว
ที่มา มติชนรายวัน
Relate topics
- 28 มกราคม 55 - เปิดตลาดนัดสุขภาพสายใยชุมชน
- ผลวิจัยคุณภาพชีวิตรอบโรงงานเปรียบเทียบในจะนะ
- ชวนลูก จูงหลาน ขี่รถ แลเขาคูหา
- ชวนชาวสงขลาร่วมช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัยคาบสมุทรสทิงพระ
- สมัชชาสุขภาพกับการพัฒนาประเทศ
- ห้องเรียนท้องนาจะเปิดเรียนแล้วนะ
- 19 ส.ค. 53 13.30-15.30 น. ถ่ายทอดสดคลินิกทางไกล จากศูนย์เรียนรู้ สจรส. มอ.
- ขอเชิญร่วมโครงการเดินเพื่อสันติปัตตานี
- รางวัลสนับสนุนชุมฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่า
- รวมน้ำใจเพื่อช่วยสร้างอาคารใหม่ "มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค” เหยื่อป่วนเผาเมือง