สงขลาพอเพียง : เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลา - Songkhla Health

หนุนเสริมภาคี ประสานความร่วมมือ

โรงเรียนสุดอันตราย ก่อโรคอ้วนในเด็กไทย

by wanna @12 ธ.ค. 48 17:05 ( IP : 58...62 ) | Tags : สาระน่ารู้

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 12 ธันวาคม 2548 09:31 น.

      ถึงแม้ประเทศไทยจะมีสัดส่วนของเด็กอ้วนไม่ถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนเด็กทั้งหมด แต่สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป และการถาโถมของกระแสบริโภคนิยมในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ก็ได้เปลี่ยนสภาพให้เด็กไทยที่เคยผอมแห้งแคระแกร็นจากการเผชิญโรคขาดสารอาหาร กลับกลายเป็นเด็กที่มีภาวะโภชนาการล้นเกิน จนสัดส่วนของเด็กไทยอ้วนขึ้น และอ้วนเร็วในอัตราเร่งรีบที่แรงแซงโค้งเด็ก ๆ ในประเทศเพื่อนบ้าน แม้กระทั่งประเทศนิวซีแลนด์ หรือออสเตรเลีย ไปแล้ว



รศ.พญ.ลัดดา เหมาะสุวรรณ


      ความเร็วและแรงของปัญหาได้เรียกร้องให้โรงเรียนต้องเข้ามามีบทบาทอย่างสำคัญในฐานะที่เป็นส่วนหลักในการสร้างพฤติกรรมการเรียนรู้เรื่องการบริโภคให้กับเด็กรองลงมาจากครอบครัว
      รศ.พญ.ลัดดา เหมาะสุวรรณ กุมารแพทย์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดเผยว่า สถานการณ์โรคอ้วนในเด็กกำลังเป็นที่น่าวิตกอย่างยิ่ง องค์การอนามัยโลกประมาณการว่า ประชากรอย่างน้อย 300 ล้านคนทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาโรคอ้วน และมากกว่า 1 พันล้านคน มีภาวะน้ำหนักเกิน ในจำนวนนี้เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี จำนวน 17.6 ล้านคน เป็นเด็กไทย 4.5 แสนคน เด็กไทยอ้วนขึ้น 15-36% ในรอบ 5 ปีพบในเด็กที่มีอายุน้อยลง ซึ่งหมายความว่าปัญหาน่าจะเลวร้ายกว่านี้
      ที่น่าตกใจมากกว่านั้น คือ ผลการศึกษาจากโครงการวิจัยระยะยาวในเด็กไทย พบว่า ในปัจจุบัน ประมาณร้อยละ 12 ของเด็กไทยในกรุงเทพฯ อ้วนแล้วที่อายุ 2 ปี และการสำรวจโรงเรียนของเครือข่ายวิจัยสุขภาพ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ พ.ศ. 2548 ซึ่งสำรวจโรงเรียนระดับประถมศึกษาทั่วประเทศ 342 โรง พบว่า อัตราเด็กอ้วนมีร้อยละ 12 และเด็กท้วมร้อยละ 5 ขณะที่โรงเรียนใน กทม.มีเด็กอ้วน ร้อยละ 15.5 และเด็กท้วมร้อยละ 7
      ถามว่าความอ้วนในเด็กก่อให้เกิดโรคอะไรบ้าง?
      รศ.พญ.ลัดดาอธิบายว่า โรคเรื้อรังที่เกิดจากโรคอ้วนนี้อาจทำให้เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาหยุดชะงักได้ ขณะเดียวกัน โรคอ้วนยังก่อให้เกิดโรคตามมา อาทิ ทางเดินหายใจอุดกั้น จนหยุดหายใจขณะหลับ เบาหวานชนิดที่ 2 ที่พบในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ความผิดปกติของกระดูกและข้อ โรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง และผิวหนังเป็นปื้นดำที่หลังคอ รักแร้ ขาหนีบ
      ทั้งนี้ การที่เด็กอ้วนมากเป็นผลมาจาก 1.พันธุกรรม 2.สิ่งแวดล้อม เช่น การกินอาหารที่มีพลังงานสูงมากขึ้น 3.เคลื่อนไหวร่างกายและการออกกำลังกายน้อยลง
      รศ.พญ.ลัดดา เอ่ยถึงบทบาทของโรงเรียนเกี่ยวกับการป้องกันและควบคุมโรคอ้วน ว่า เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะเด็กใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในโรงเรียนและรับประทานอาหารหลักมื้อเที่ยงพร้อมอาหารว่างที่โรงเรียน โรงเรียนและครูจึงมีบทบาทสำคัญยิ่งในการป้องกันภาวะโภชนาการเกินและโรคอ้วนในเด็ก โดยส่งเสริมการกินอาหารที่เหมาะสมตามวัย สร้างเสริมนิสัยการเคลื่อนไหวร่างกาย และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จนติดเป็นนิสัย
      ขณะเดียวกัน สิ่งแวดล้อมในโรงเรียนก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะแก้ปัญหาโรคอ้วนในเด็ก ซึ่งจากการวิจัยของเครือข่ายสุขภาพ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติได้ทำการสำรวจ โรงเรียนระดับประถมศึกษาทั่วประเทศ 342 โรง ระหว่างเดือนมิถุนายน-กันยายน 2548 พบว่า ร้อยละ 3 ของโรงเรียนไม่มีน้ำดื่มให้เด็กดื่มฟรี
      โรงเรียน 3 ใน 4 แจ้งว่า มีมาตรการห้ามขายน้ำอัดลม แต่ร้อยละ 15 ยังมีน้ำอัดลมขายในโรงเรียน 1 ใน 4 ของจำนวนนี้โรงเรียนทำการขายเอง ร้อยละ 12 ให้บริษัทนำอัดลมประมูลขายผูกขาดเจ้าเดียวในโรงเรียน สูงสุดที่ภาคอีสาน รองลงมา คือ กทม. ภาคใต้ไม่มีเลย ร้อยละ 50 มีขนมกรุบกรอบ ขนมซองขายในโรงเรียน และครึ่งหนึ่งในจำนวนนี้โรงเรียนเป็นผู้ขายเอง ร้อยละ 70 โรงเรียนทำอาหารกลางวันเอง ร้อยละ 18 จ้างบุคคลอื่นมาทำให้
      ในโรงเรียนเหล่านี้ ในรอบสัปดาห์ ร้อยละ 50 มีผลไม้ให้เด็กกิน เฉลี่ย 3 วัน ร้อยละ 98 มีผักให้เด็กกิน เฉลี่ย 4 วัน ร้อยละ 40 มีกิจกรรมแอโรบิก ร้อยละ 34 มีกิจกรรมเข้าจังหวะอื่น ๆ ประมาณร้อยละ 50 รับการสนับสนุนจากบริษัทผู้ผลิตขนมและน้ำอัดลมในการจัดกิจกรรมของโรงเรียน



อาหารที่ทำให้เด็กอ้วน


      สำหรับแนวทางในการแก้ปัญหาที่ พญ.ลัดดาแนะนำ คือ ทางโรงเรียนต้องกำหนด 5 มาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันโรคอ้วน ดังนี้ 1.มาตรการเกี่ยวกับน้ำดื่ม อาทิเช่น ห้ามขายน้ำอัดลมในโรงเรียน เครื่องดื่มในโรงเรียนต้องมีน้ำตาลไม่เกิน 5% โรงเรียนต้องมีน้ำเปล่าที่สะอาดให้เด็กได้ดื่มอย่างเพียงพอ 2.มาตรการด้านขนมในโรงเรียน ห้ามขายขนมกรุบกรอบ ขนมซองที่มีไขมัน เกลือ และน้ำตาลสูง ขนมที่ขายต้องเป็นไปตาม Guidelines 3.มาตรการเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวและการออกกำลังกาย เพิ่มโอกาสในการเคลื่อนไหวร่างกายและออกกำลังกายในโรงเรียน โดยให้เด็กออกกำลังกายเต็มที่ในชั่วโมงพลศึกษาอย่างน้อย 30 นาทีต่อครั้ง จัดกิจกรรมให้เด็กได้ออกกำลังกายเพิ่มจากชั่วโมงพละอีกวันละ 15 นาที
      4.มาตรการเกี่ยวกับอาหารโรงเรียน อาหารกลางวันต้องได้มาตรฐานทางโภชนาการ อาหารกลางวันของเด็กมีผักทุกมื้อ และได้ปริมาณตามที่แนะนำ มีผลไม้เป็นอาหารว่างอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ สำหรับโรงเรียนที่ไม่ได้ทำอาหารเองและเด็กซื้ออาหารจากร้านค้าในโรงเรียน ควรมีมาตรการส่งเสริมอาหารที่ได้มาตรฐานทางโภชนาการ เช่น ลดค่าเช่าเพื่อให้ขายอาหารได้ถูกกว่า มีผลไม้ราคาถูกกว่าในโรงเรียน ติดป้าย สัญลักษณ์รายการอาหารที่ได้มาตรฐาน
      5.มาตรการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน ห้ามโฆษณาอาหาร ขนมและเครื่องดื่มที่ไม่มีประโยชน์ในโรงเรียน โรงเรียนต้องไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลของบริษัท ห้ามโรงเรียนรับการสนับสนุนจากบริษัทที่ขายผลิตภัณฑ์ขนม เครื่องดื่ม
      ...ถึงตรงนี้ คงต้องบอกว่า หากทุกฝ่ายไม่ช่วยกันในการป้องกันโรคอ้วนในเด็กตั้งแต่ตอนนี้ ต่อไปเด็กไทยคงต้องประสบกับปัญหานี้เป็นวงกว้าง แล้วเมื่อนั้นแม้เราจะรีบเร่งแก้ไขอะไรก็คงจะไม่ทัน ดังสุภาษิตที่ว่า "วัวหายแล้วล้อมคอก"
      ดังนั้น ทุกฝ่ายควรหันหน้าเข้ามาช่วยเหลือกัน เพราะเด็กในวันนี้ก็คือผู้ใหญ่ในวันหน้า โรงเรียนเป็นปราการด่านแรกที่ควรให้การดูแลด้านสุขภาพที่ดีสำหรับเด็ก ไม่ใช่ให้เป็นสถานที่สุดอันตรายและทำร้ายเด็กอย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้

ขออภัย ขณะนี้เว็บไซท์ของดการสร้างหัวข้อใหม่และการแสดงความคิดเห็นไว้ชั่วคราว