สงขลาพอเพียง : เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลา - Songkhla Health

หนุนเสริมภาคี ประสานความร่วมมือ

ความแก่นั้นเป็นไฉน Tell friend

by wanna @1 ต.ค. 48 11:49 ( IP : 203...138 ) | Tags : สาระน่ารู้

ความแก่นั้นเป็นไฉน  Tell friend

ความชรา
ในแง่วิทยาศาสตร์การแพทย์ คือ ความเสื่อมถอยในการสร้างสภาวะสมดุลย์ปกติให้เกิดขึ้นของระบบอวัยวะ

คนเราจะสมบูรณ์เต็มที่ 100% ในขณะที่อายุ 30 ปี จากนั้นความสมบูรณ์จะค่อย ๆ ลดลงอาจช้าหรือเร็วต่างกัน ความเสื่อมถอยของอวัยวะแต่ละส่วน จะเสื่อมถอยไปโดยไม่เกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน แต่อาจกระทบได้โดย อาหาร, สิ่งแวดล้อม, พฤติกรรมส่วนบุคคล และพันธุกรรม มีหลักสำคัญหลายประการ เมื่อวัยสูงอายุขึ้น

  1. บุคคลเมื่อย่างเข้าวัยชรา แต่ละคนที่เคยเหมือนกัน จะแสดงความแตกต่างกันมากขึ้นเป็นแบบฉบับโดยเฉพาะของแต่ละบุคคล

  2. การเสื่อมฉับพลัน ของระบบอวัยวะใดก็ตาม มักเป็นผลมาจากโรคภัยไข้เจ็บ ไม่ใช่จากความชราภาพโดยตัวเอง

  3. ความชราโดยปกติ อาจไม่ปกติถ้าเพิ่มปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูง, การสูบบุหรี่, การนั่งทำงาน office โดยขาดการออกกำลังกาย

  4. ความชราโดยไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งมีการถดถอยพลังในการสร้างสภาวะสมดุลย์ของอวัยวะ ไม่ได้ก่อให้เกิดอาการใด ๆ หรือกระทบกระเทือนต่อกิจกรรมประจำวันแต่อย่างใด หากเข้าใจลึกซึ้งถึงสัจธรรมเหล่านี้ จะทำให้รู้ว่าทำไมคนเราจึงอายุยืนขึ้น

เมื่อท่านอายุ 65 ปี ท่านจะมีอายุยืนไปได้อีก 17 ปี
เมื่อท่านอายุ 75 ปี ท่านจะมีอายุยืนไปได้อีก 11 ปี
เมื่อท่านอายุ 85 ปี ท่านจะมีอายุยืนไปได้อีก 6 ปี
เมื่อท่านอายุ 90 ปี ท่านจะมีอายุยืนไปได้อีก 4 ปี
เมื่อท่านอายุ 100 ปี ท่านจะมีอายุยืนไปได้อีก 2 ปี

เราไม่แปลกใจว่าคนชราส่วนมาก มีคุณภาพชีวิตที่ดีพอสมควร มีเพียง 35% ของคนอายุ 85 ปี ที่ไม่สามารถปฏิบัติภาระกิจส่วนตัวได้ทั้งหมด และเพียง 20% ที่ต้องอยู่ในสภาพทรุดโทรม ช่วยตัวเองไม่ได้ ในรายชราที่ไม่แข็งแรงช่วยตัวเองไม่ได้ จะเกิดผลข้างเคียงจากยาต่าง ๆ ได้ง่าย เมื่อผนวกกับภาวะเสื่อมถอยของการสร้างภาวะสมดุลย์ของสรีระที่มีอยู่แล้ว ทำให้คนชราเหล่านี้ตกเป็นเหยื่อของโรคภัยจากสิ่งแวดล้อม และผลข้างเคียงจากยาได้ง่าย

แนวความคิดสำหรับคนชรา ในแง่วิทยาศาสตร์การแพทย์

  1. คนชรา (อายุมากกว่า 75-80 ปี) เมื่อมีโรคใหม่ไปกระทบอวัยวะใด จะแสดงอาการต่างจากอาการอันเกิดจากอวัยวะเดียวกันในคนหนุ่มสาวเพราะความเสื่อมที่เป็นทุนเดิมของอวัยวะของคนชรามีมากกว่า ฉะนั้น อาการของโรคจึงผิดไปจากเดิม อาจวินิจฉัยยาก (ถ้าไม่ทราบ) เช่น อาการต่อมธัยรอยด์เป็นพิษในคนแก่เพียง 25% จะแสดงอาการคอโต มือสั่น ตาโปน ซึ่งเป็นอาการของคนหนุ่มสาว แต่ส่วนมากคนชราจะแสดงอาการที่หัวใจ (เต้นผิดปกติ) สับสน ซึมเศร้า เป็นลมหมดสติ หรืออ่อนเพลีย ว่าไปแล้วในคนชรานั้น ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไร ก็แสดงอาการคล้ายกัน คือ สับสน, ซึมเศร้า, ปัสสาวะโดยไม่รู้ตัว, เป็นลมหมดสติ ซึ่งความเป็นจริงต่อไปนี้ มีความสำคัญไม่แพ้กันคือ อาการอันเกิดจากอวัยวะที่ถูกกระทบจากโรคในคนชรา มักต่างจากอาการแสดงออก โดยอวัยวะนั้นความรุนแรงของโรคเดียวกันในคนหนุ่มสาว เช่น อาการสับสนที่พบในคนชรา ไม่ได้แปลว่า คนชรานั้นมีโรคที่ตัวสมอง หรืออาการซึมเศร้าในคนชรา ก็ไม่เกิดจากภาวะป่วยทางจิต หรือปัสสาวะไม่รู้ตัวจะมาจากต้นตอที่กระเพาะปัสสาวะไม่ทำงาน หรือการเป็นลมที่มักคิดว่าต้นเหตุจากโรคหัวใจ

  2. เนื่องจากความเสื่อมถอย ของการสร้างความสมดุลย์ ให้กลับเป็นปกติของอวัยวะต่าง ๆ โรคต่าง ๆ ที่กระทบอวัยวะ แม้ว่าไม่รุนแรง ก็สามารถทำให้อวัยวะนั้นล้มเหลวในการทำงานได้ เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลวในคนชราเกิดได้แม้มีต่อมธัยรอยด์ เป็นพิษแค่เล็กน้อย หรือการสนับสนสูญเสียปัญญาไปแค่เพราะเกิดโรค Alzheiner's (โรคสมองฝ่อในคนชรา) แค่ระยะเริ่มต้นหรือปัสสาวะไม่ออก แค่ต่อมลูกหมากโตเพียงเล็กน้อยไปกด หรือหมดสติจากการเป็นโรคเบาหวานอ่อน ๆ แต่ก็น่าประหลาดว่า การรักษาโรคจากต้นเหตุมักไม่ยาก เพราะว่าโรคเมื่อไม่รุนแรง และผลสรุปที่ได้จากเรื่องนี้ อีกข้อก็คือขนาดยาที่ไม่มาก (ขนาดปกติจะถูกใช้ในคนหนุ่มสาว) ก็ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงในคนชราได้ เช่น

- ยาแก้ปวดหวัดธรรมดา ขนาดปกติ ก็ทำให้เกิดความงุนงง สับสน
- ยาขับปัสสาวะธรรมดา ก็ทำให้เกิดปัสสาวะไม่ออก (ควบคุมการปัสสาวะไม่ได้)
- ยาหัวใจ แม้ว่าขนาดยาปกติ (ระดับยาในเลือดปกติ) ก็ก่อให้เกิดอาการซึมเศร้า เป็นต้น

  1. เนื่องจากกลไกรักษาความสมดุลย์ของอวัยวะต่าง ๆ อาจบกพร่องในเวลาเดียวกันหลายระบบ เมื่อได้รับการแก้ไขรักษา แม้ว่าแต่ละระบบจะดีขึ้นเพียงเล็กน้อยก็บังเกิดผลให้คนไข้ชรา มีอาการโดยรวมดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา เช่น ปัญญาเสื่อมถอยในคนไข้อาจเพิ่มความรุนแรง เมื่อหูได้ยินไม่ดี หรือสายตาไม่ดี, อาการจิตซึมเศร้า หรือภาวะหัวใจล้มเหลว หรือภาวะเกลือแร่ในเลือดขาดความสมดุลย์ หรือการควบคุมการถ่ายปัสสาวะยิ่งแย่ลง เมื่อเกิดการอุจจาระแข็งอุดถ่ายไม่ออกร่วมด้วย แต่การแก้ไขอาการต่าง ๆ เหล่านี้ให้ดีขึ้น ก็ทำได้จนทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น แม้ว่าไม่ได้แก้ในโรคพื้นฐานโดยตรง เช่น สมองเสื่อม

  2. ภาวะเหล่านี้พบบ่อยในคนชรา แต่ถ้าพบในคนหนุ่มสาวแล้วถือว่าผิดปกติมาก เช่น มีเชื้อในปัสสาวะ, หัวใจเต้นผิดปกติชนิด PVC (ต้นตอจากหัวใจห้องล่าง) กระดูกอ่อนกร่อน, น้ำตาลในเลือดสูงกว่าระดับปกติ หรือกระเพาะปัสสาวะเกร็งตัวตลอดเวลาในคนชรา สิ่งเหล่านี้อย่าไปโทษว่าเป็นต้นตอสาเหตุของโรคที่เป็นอยู่ ถ้ามุ่งแต่เรื่องเหล่านี้ อาจทำให้แพทย์ผู้รักษาหลงทางวินิจฉัยโรคผิดได้ เช่น เมื่อพบเชื้อในปัสสาวะก็ด่วนสรุป วินิจฉัยว่าเป็นทางเดินปัสสาวะอักเสบ หรือพบน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ ในคนชราที่ป่วย ก็เหมาว่าเป็นเบาหวาน ซึ่งนำไปเกิดอาการประสาทเสื่อม แต่ภาวะบางอย่างในคนชรา เช่น ภาวะเลือดจาง, ภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ, ภาวะซึมเศร้าหรือภาวะสับสน ต้องหาสาเหตุ อย่าคิดว่าเป็นเรื่องปกติของคนชรา

  3. เนื่องจากอาการต่าง ๆ ที่ปรากฏกับคนชรา มักเกิดจากสาเหตุร่วม บางครั้งเมื่อพบความผิดปกติพร้อมกันหลายอย่าง ถ้าเป็นคนหนุ่มสาวต้องคิดว่าเป็นโรคเดียว เช่น ไข้,เลือดจาง, เอ็นโบลัสเส้นเลือดในจอตา, เสียงเลือดฟู่ในหัวใจ ถ้าเจออาการเหล่านี้ในคนหนุ่มสาว อาจเป็นเพราะลิ้นหัวใจติดเชื้ออักเสบ, แต่ในอาการหลายอย่างแบบเดียวกันนี้ในคนชรา อาจเกิดจากหลายสาเหตุมาร่วมกันในเวลาเดียวกัน เช่น กินยาแก้ปวดทำให้เลือดออกจากกระเพาะ และเกิดเลือดจาง, เอ็นโบลัสเส้นเลือดในจอตา เกิดจากคอลเลสเตอรัล, เรื่องเสียงเลือดฟู่ในหัวใจ เกิดจากลิ้นหัวใจ แอร์ ออติดแข็ง และไข้ เกิดจากไข้หวัด เป็นต้น

  4. คนชรา มักจะตกเป็นเหยื่อของการแทรกซ้อนจากโรคได้สูง การรักษาแต่แรกโดยเฉพาะการป้องกัน มีความสำคัญยิ่งยวด เช่น ผลที่ได้จาการใช้ยาล้างก้อนเลือดในกรณีกล้ามเนื้อหัวใจวายจากเส้นเลือดอุดตันในระยะ 6-12 ชั่วโมงแรก, หรือยาเบตาบลอกเกอร์ ที่ทำให้การรักษาต่อเนื่อง หลังจากกล้ามเนื้อหัวใจตายก็ได้ประโยชน์ในคนชราไม่ยิ่งหย่อนกว่าคนหนุ่มสาวที่เป็นโรคเดียวกัน ผลการรักษาความดันโลหิตสูง หรือการให้วัคซีน แก้โรคไข้หวัด หรือปอดบวม ก็ให้ความคุ้มค่าสูง การป้องกันโรคในคนสูงอายุ อาจต้องพิจารณาหลายแง่มุมที่ต่างออกไป เช่น การให้ยาเพิ่ม Culcium ให้กระดูกแข็งขึ้น อาจไม่ได้ประโยชน์ในแง่ป้องกันการล้มกระดูกหัก แต่วิธีอื่น ๆ เช่น การสร้างสมดุลย์ในท่วงท่าของคนสูงอายุ ฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา รักษาโรคภัยไข้เจ็บที่เกี่ยวข้อง รับประทานอาหารครบถ้วน, แก้ไขภาวะทุโภชนาการ, ขจัดผลข้างเคียงจากยาที่ใช้ และลดภัยอันตรายในสภาพแวดล้อม ก็จะเป็นวิธีที่ช่วยป้องกันเรื่องล้มกระดูกหัก ดีกว่าไม่มุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกระดูก เป็นต้น


จะเห็นว่า วัยชรานั้น มีเรื่องจะต้องทำความเข้าใจ เนื่องจากคนชราไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่ที่มีตัวเลขอายุมาก ๆ เช่นเดียวกับที่เราเข้าใจเกี่ยวกับเด็กที่ว่า เด็กมิใช่ผู้ใหญ่ตัวเล็ก ๆ แค่นั้น มีความแตกต่างทั้งในแง่สรีระวิทยา และอาการแสดงของโรค การแทรกซ้อนของโรคอย่างมาก ความเข้าใจที่ถูกต้องย่อมช่วยในการดูแลคนวัยชรา เป็นไปโดยถูกหลัก และได้ประโยชน์สูงสุด ในอนาคตประเทศไทยย่อมมีวัยชราที่มากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นสัดส่วนที่มากขึ้นในสังคม ดังนั้น การมีความรู้และเน้นถึงวิทยาศาสตร์การแพทย์ในคนอายุมากจึงเป็นเรื่องสำคัญ และควรค่าแก่การศึกษาให้มากขึ้น
(โดย นพ.กิตติ ตระกูลรัตนาวงศ์ อายุรแพทย์ รพ.วิภาวดี )

Comment #1
หนูดี (Not Member)
Posted @8 พ.ค. 51 11:49 ip : 124...80

ขอเรียนปรึกษานะคะ คือ คุณย่าอายุ90 ตอนนี้เดินไม่ได้เพราะเข่าเสื่อมค่ะ แต่ร่างกายส่วนอื่นยังปกติไม่ได้มีโรคร้ายแรงอะไร แกชอบบ่นว่าอยากตายทุกวัน มีอาการพูดจาซ้ำๆ ว่าอยากตาย หรือไม่ก็คิดว่าตัวเองตายไปแล้ว ให้พาไปวัดได้แล้ว ลูกหลานเองก็ ไม่ทราบจิงๆว่าแกคิดอย่างนั้นจริงๆหรือเรียกร้องความสนใจ แต่ทุกคนเหนื่อยและปวดหัวกับคำพูดของแกมาก พี่เลี้ยงที่จ้างมาก็ทนไม่ได้ ไม่ทราบว่าแกจะเข้าขั้นป่วยทางจิตหรือไม่คะ มีวิธีที่จะสื่อสาร หรือ ทำให้ดีขึ้นบ้างหรือไม่คะ เพราะเราก็เคยลองมาหมดแล้ว ไม่ว่าจะพูดดีๆด้วย หรือทำเป็นเมินเฉย แกก็จะยังมีอาการพูดจาไม่รู้เรื่องเหมือนเดิม เลยรบกวนขอคำแนะนำจากคุณหมอด้วยนะคะ ขอบคุณมากๆค่ะ

ขออภัย ขณะนี้เว็บไซท์ของดการสร้างหัวข้อใหม่และการแสดงความคิดเห็นไว้ชั่วคราว