เศรษฐกิจพอเพียง "ภูมิคุ้มกันชีวิตบกพร่อง" ในโลกาภิวัตน์
รากฐานที่เคยแข็งแรงของประเทศไทยกำลังถูกกัดกร่อน บั่นทอนอย่างรวดเร็วจากกระแสโลกาภิวัตน์ที่รานรุกคืบกลืนกินไปทั่วทุกมุมเมือง จากวิถีชีวิตที่เคยพออยู่พอกินของชาวบ้านผันแปรสู่หลักยึดที่เลื่อนลอยจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับแล้วฉบับเล่า ไม่เพียงนำประเทศชาติไปสู่ความล่มสลายทางเศรษฐกิจในเกือบทศวรรษที่แล้วเท่านั้น ทว่ายังสร้างค่านิยม "เงินคือพระเจ้า" ในหัวใจคนไทยทั่วไปด้วย
สนธิ ลิ้มทองกุลและดร.สุเมธ ตันติเวชกุล
กระนั้นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวคนไทย เมืองไทยไม่ให้ล้มครืนกลืนหายไปกับกระแสเชี่ยวกรากของโลกไร้พรมแดนก็คือพระราชดำรัสว่าด้วย "เศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งวันเวลาที่ผ่านมากว่า 25 ปีได้พิสูจน์แล้วว่ากรอบแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่มิได้บรรจุอยู่ในหนังสือเศรษฐศาสตร์เล่มใดในภาษาต่างประเทศนั้นบัดนี้กำลังถูกจับตามองจากสังคมระดับโลกมากมาย โดยเฉพาะแนวคิดเรื่อง"ประโยชน์สุขแทนที่ประโยชน์สูงสุดตามที่เศรษฐศาสตร์กระแสหลักยึดถือมาตลอด"
การขานรับกระแสพระราชดำรัสเรื่องความพอเพียงแม้จะเห็นได้ชัดเจนจากภาคเกษตรกรรมผ่าน "เกษตรทฤษฎีใหม่" ทว่าภาคส่วนอื่นของสังคมก็ให้ความสนใจในฐานะภูมิคุ้มกันชีวิตและสังคมที่มากประสิทธิภาพ ดังที่ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จัดสัมมนาวิชาการทางเศรษฐศาสตร์เรื่อง "เศรษฐกิจพอเพียงในกระแสโลกาภิวัตน์" ขึ้น เพื่อให้นักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ รุ่นใหญ่เข้าใจลึกซึ้งถูกต้องเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงที่พ่อของแผ่นดินทรงพระราชทานให้
ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา อธิบายว่าเศรษฐกิจพอเพียงประกอบด้วยหลักสำคัญ 3 ข้อคือ ทำอะไรด้วยเหตุด้วยผล อย่าทำอะไรตามกระแส ทำอะไรพอประมาณ สอดคล้องกับศักยภาพที่มี และให้มีภูมิคุ้มกัน ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ถ้าทำได้ตามนี้ประเทศชาติจะเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนได้
ทว่าตั้งแต่อดีตยันปัจจุบันรัฐบาลไทยก็ให้ความสำคัญกับตัวเลขจีดีพีเท่านั้น โดยแกล้งหลงลืมว่าตัวเลขจีดีพีที่โตอย่างต่อเนื่องในแต่ละปีนั้นต้องแลกมาด้วยความหายนะของทรัพยากรธรรมชาติในประเทศ รัฐบาลพยายามสร้างความร่ำรวยจากภาคอุตสาหกรรมที่ปราศจากความยั่งยืน โดยไม่แก้ไข 3 ปัญหาสำคัญทั้งเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากรที่ต้องกู้หนี้หรือนำเข้ามาจากต่างประเทศเสียก่อน ส่งผลให้วันนี้ประเทศไทยไม่ต่างอะไรกับบ้านที่ต้องเอาเสาของคนอื่นมาใช้ ถ้าเขาถอนออกไปเมื่อใดก็ล้มเมื่อนั้น ดังที่เราจะต้องเผชิญเมื่อพวกเขาย้ายเงิน-คนไปเมืองจีน แต่ทิ้งขยะเทคโนโลยีไว้ให้เมืองไทย
"การโตแบบไร้ฐานรากนี้ นำไปสู่การโตแล้วแตกครั้งแล้วครั้งเล่า ต่างจากการนำแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ เพราะจะทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน รวยอย่างยั่งยืนและนำไปสู่ความสุข เมืองไทยเป็นที่หนึ่งได้ เพียงแต่ต้องรู้ว่าพละกำลังเราอยู่ที่ไหน ต้องรู้ศักยภาพของตนเองว่ามีขอบเขตตรงไหน ไม่ใช่วิ่งตามกระแส"
นอกจากนั้นดร.สุเมธยังยกตัวอย่างการนำเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้จริงว่า ในระดับเล็กๆ อย่างเกษตรกรนั้น นับว่าโชคดีเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานเกษตรทฤษฎีใหม่มาให้เป็นแนวทาง ด้วยการบริหารจัดการแบบ 30:30:30:10 หรือขุดสระน้ำ 30% ปลูกผลไม้ยืนต้นและผักต่างๆ 30% ปลูกข้าว 30% และที่อยู่อาศัย 10% ของที่ดินทั้งหมด โดยหลังจากเกษตรกรพอยู่พอกินแล้วก็นำไปสู่การรวมกลุ่ม จัดตั้งสหกรณ์ต่อไป
ส่วนระดับที่ใหญ่กว่านั้นบริษัทปูนซีเมนต์ไทยก็ได้นำแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้โดยไม่รู้ตัว หลังจากประสบภาวะเศรษฐกิจ ก็ลดภาคธุรกิจที่ไม่ถนัดออก คงเหลือไว้เพียงธุรกิจหลักของบริษัทเท่านั้น ซึ่งท้ายสุดแม้ธุรกิจจะเล็กลง ทว่าผลกำไรที่ได้กลับมากกว่าขณะที่ขยายธุรกิจจำนวนมากเสียอีก เนื่องจากทำธุรกิจแบบประมาณตัวจึงควบคุมได้ ขณะที่ในระดับโลกนั้นก็มีการพูดถึงธรรมาภิบาลกันมาก แทนที่จะพูดแต่จีดีพีดังแต่ก่อน
"ยิ่งปัจจุบันประเทศชาติกำลังเผชิญวิกฤตด้านพลังงาน และตื่นตัวเรื่องไบโอดีเซลกันมากนั้น หารู้ไม่ว่าว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งให้ศึกษาเรื่องไบโอดีเซลตั้ง 20 กว่าปีมาแล้ว ด้วยพระองค์ท่านทรงมองเห็นการณ์ไกล ทั้งๆ ที่ขณะนั้นน้ำมันดีเซลราคาลิตรละไม่กี่บาท ซึ่งไบโอดีเซลจะช่วยชาวบ้านระดับรากหญ้าได้มาก เศรษฐกิจพอเพียงจึงใช้ปัญญานำไปสู่ความยั่งยืนในการเจริญเติบโต ขณะที่ทุนนิยม เสรีนิยม บริโภคนิยมนั้นล้วนแล้วแต่ใช้กิเลสนำ"
สอดคล้องกับสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ที่มองว่าปัจจุบันสังคมไทยและโลกกำลังสูญเสียสมดุลของธรรมชาติไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงต้องรีบหวนกลับมาหาเศรษฐกิจพอเพียงที่สอดคล้องอย่างมากกับหลักธรรมทางพุทธศาสนาโดยเร็วที่สุด ด้วยเศรษฐกิจพอเพียงจะเน้น 3 ส่วนด้วยกัน คือ มัชณิมาปฏิปทา ไม่ประมาท ไม่สุดโต่ง ความสันโดษที่สมถะ รวยได้แต่ต้องรวยอย่างมีสติ ไม่ไร้สติ และอัตตาหิอัตโนนาโถ พึ่งตนเองได้ ดังที่ประจักษ์ชัดจากโครงการพระราชดำริกว่า 3,000 โครงการของพระองค์ท่านที่ล้วนมุ่งให้ชาวบ้านยืนบนลำแข้งตนเองได้ทั้งนั้น
ทว่าทุกวันนี้คนไทย โดยเฉพาะผู้นำไม่รู้จักตนเอง รู้แต่เรื่องคนอื่น ภูมิคุ้มกันของเมืองไทยจึงไม่เกิดขึ้นสักที ยิ่งปัจจุบันสังคมไทยกำลังเผชิญกับโลกาภิวัตน์ที่การปฏิสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมทั้งในระดับสากลและท้องถิ่นเป็นไปย่างกว้างขวาง และความแตกต่างหลากหลายที่มีนัยลึกซึ้งมากทั้งด้านเหตุผลและวัฒนธรรม ดังที่เมื่อก่อนเกษตรเมืองไทยมีความหลากหลายในแต่ละท้องถิ่นมาก แต่ปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไปเหมือนกันหมด ด้วยการส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวจากภาครัฐ
"เศรษฐกิจพอเพียงทำให้จีดีพีโตได้ แม้จะช้า แต่ก็เป็นช้าที่มั่นคง ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของคนไทยดีขึ้นโดยรวม รวยอย่างมั่นคง รวยอย่างมีความสุขด้วย ไม่กระจุกตัวอยู่แต่ในตลาดหุ้นหรือในบรรษัทขนาดใหญ่เท่านั้น รวมทั้งนโยบายบางอย่างของรัฐบาลที่ออกมาก็ขัดกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาก เช่น กองทุนหมู่บ้านที่เข้าไปทำลายอัตตาหิอัตโนนาโถของชาวบ้าน ด้วยพวกเขาไม่ได้กู้ไปเพื่อทำมาหากิน แต่ไปซื้อรถมอเตอร์ไซด์ เป็นการรังแกประชาชน เข้าทำนองพ่อแม่รังแกฉัน"
สนธิยังเน้นด้วยว่าประชาชนทั่วไปในวันนี้ไม่ต่างอันใดกับเบี้ยตัวหนึ่งในกระดานทุนนิยมเท่านั้น ด้วยทุนนิยมไม่เพียงสอนให้รู้จักแต่ใช้เงิน ใช้เงินและก็ใช้เงินเท่านั้น ทว่าผู้นำก็ยังใช้เงินฟาดหัวเราอีกด้วย ต่างจากเศรษฐกิจพอเพียงที่นอกจากจะสอนวิธีการใช้เงิน เป็นเศรษฐกิจชุมชนที่รวยได้อย่างมั่นคงแล้ว ยังสอนให้รู้จักพอเพียงในกิเลส กินให้พออิ่มด้วย รวมทั้งเศรษฐกิจพอเพียงยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ภายในครอบครัวให้แนบแน่นยิ่งขึ้นได้
ที่มา www. manager.co.th
Relate topics
- อีกหนึ่งอุดมการณ์ สานความตั้งใจฟื้นฟูวิถีชาวนาไทยแห่งลุ่มน้ำคลองภูมี
- เปิดตัวสำนักงานส่งเสริมการปฏิรูประบบเพื่อคุณภาพชีวิตเกษตรกร ชุมชน และสังคม 4 ก.พ.นี้
- ออกปากดำนาภูมิปัญญา - ห้องเรียนท้องนา
- สัญจรสภาความร่วมมืออาหารปลอดภัยโซนคาบสมุทรสทิงพระ อ.กระแสสินธุ์
- รายงานการประชุมคณะทำงานประเด็นเกษตรและอาหารที่เอื้อต่อสุขภาพ ประจำเดือนมิถุนายน
- "สะตอ" ผักพื้นบ้านภาคใต้มากประโยชน์
- เร่งดันผลิต 'เกษตรอินทรีย์' รองรับตลาดโลก 1.3 ล้านล้านบาท
- พบ16กลยุทธ์เคมีเกษตรทำชาวนา-ผู้บริโภคตายผ่อนส่ง
- กรมวิชาการเกษตรชี้ปลูกพืชGMOเพื่อศึกษาวิจัย-ยันมีมาตรการคุมเข้ม
- กรมวิชาการฯแนะ5กรรมวิธี คุมวัชพืชสวนยางไม่พึ่งสารเคมี
อิอิ (Not Member)