สงขลาพอเพียง : เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลา - Songkhla Health

หนุนเสริมภาคี ประสานความร่วมมือ

อาหาร เป็นยารักษาโรค

อาหาร    ใช้เป็นยารักษาโรค

(1)  หอม  หอมใหญ่  Allium  cepa Linn.
      หอมแดง  Allium  ascalonicum Linn.

สรรพคุณ(ประโยชน์ทางยา)- ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ
ผลการศึกษาวิจัย  - มีผลต่อการเพิ่ม High Density Lipoprotein (HDL)Cholesterol                         - มีผลลด Low Density Lipoprotein (LDL)
                        - ลดปริมาณCholesterol ในกระแสเลือดและยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้

สารสำคัญ        -มีสารไซโคลอัลลิอินสามารถละลายลิ่มเลือดที่จับตัวขัดขวางทางเดินโลหิตได้

ขนาดและวิธีใช้      (1) หอมหัวใหญ่ ใช้ครึ่งหัว  หรือ (2) หอมแดงใช้ 5-6 หัว รับประทานทุกวัน อย่างน้อย 2 เดือน จะรับประทานร่วม กับอาหารอื่นก็ได้ และถ้าจะให้ได้ผลดีต้องรับประทานสด เช่นเมี่ยงคำ ยำ น้ำพริก ผักแกล้ม เป็นต้น

(2) กระเทียม Allium sativum Linn.

สรรพคุณ(ประโยชน์ทางยา) - ช่วยขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ บำรุง ธาตุ                                       - ช่วยรักษาโรคกลากเกลื้อ
                                      - ใช้น้ำคั้นหัวกระเทียมผสมน้ำอุ่นและเกลือ ใช้กลั้วคอเพื่อรักษาทอนซิลอักเสบ

สารสำคัญ            - ในกระเทียมสดมีน้ำมันหอมระเหยอยู่ประมาณ 0.1-0.4% มีสารสำคัญที่มีกำมะถันหลายชนิดเช่น alliin ,allicine ,diallyl disulfide , n-Propyl disulfide นอกจากนี้ยังมีกรดกำมะถัน เช่น    d-glutamyl-s-  methylcysteine
                          - กลิ่นของกระเทียม เกิดจากการย่อย allylthiosulfinate หรือ allicine ด้วยเอนไซม์ allinase

ผลการศึกษาทางเภสัชวิทยา                           - ในสัตว์ทดลองหลายชนิดพบว่ากระเทียมสามารถลดปริมาณของ Cholesterol และ Triglyceride ในเลือดได้

                          - การทดลองทางคลีนิค พบว่า เมื่อให้น้ำมันหอมระเหยจาก กระเทียม ในคนปกติเปรียบเทียบกับคนไข้โรคหัวใจ ที่มีระดับ Cholesterol สูง                         (1) ในขนาด 0.25 mg/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เป็นเวลา 10 เดือน พบว่าระดับ Cholestrrol ในเลือดลดลง
                        (2)ใช้ในขนาด 25 กรัม วันละ 3 เวลา เป็นเวลา 25 วันพบว่า 1 ใน 3 ของคนไข้ที่มีระดับ Cholesterol สูง ลดลงอย่างเห็นได้ชัด และ 1 ใน 3 ลดลงปกติ สารที่มีฤทธิ์ Cholesterol คือ  allicin
                          - ผลในการลดน้ำตาลในเลือด ในสัตว์ทดลองใช้สารสกัดกระเทียม(สกัดด้วยแอลกอฮอล์) ให้กับกระต่ายที่ถูกทำให้เป็นเบาหวานด้วย alloxan โดยให้ 0.25 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม พบว่าสามารถลดน้ำตาลในเลือดได้ เมื่อเทียบกับยา tolbutamide ซึ่งสาร allicin มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้พอๆกับ ยา  tolbutamide
                          - ผลในการยับยั้งเชื้อราและแบคทีเรีย น้ำคั้นกระเทียมและกระเทียมผง ซึ่งมีสารจำพวก ซัลไฟด์ (sulfide) เช่น allicin , scordinin และ Scordinin A
                          - ผลกับเชื้อ HIV การทดลองในหลอดทดลอง พบว่าสารสกัดกระเทียมที่มีสาร ajoene สามารถป้องกัน CD4 Cell จากการติดเชื้อ HIV และยังช่วยลดการ สร้าวไวรัสตัวใหม่ในเซลล์ที่ติดเชื้อได้
ขนาดการใช้ - ในชีวิตประจำวันเราใช้กระเทียมในการประกอบอาหารหลายชนิดอยู่แล้ว
                  - ใช้ขนาด 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (ประมาณ 10-15 กลีบต่อวัน)
                  - ใช้กระเทียมมาตำให้ละเอียดคั้นเอาน้ำมาทาบริเวณที่เป็นวันละ 2-3 ครั้ง 5-10 วัน อาการจะดีขึ้นและทาต่อจนกว่าจะหาย

(3) พริก Capsicum  spp.

      พริกขี้หนู (Cayenne)  , พริกชี้ฟ้า (Chili) , พริกหยวก( Red Spur หรือ Sweet pepper)
สารสำคัญ    - มีสาร capsaicin เป็นสารที่มีรสเผ็ด ซึ่งมีมากในไส้พริก
                - มีสาร carotenoid วิตามินเอ วิตามินซี ไขมัน และโปรตีน

สรรพคุณ(ประโยชน์ทางยา)                             - ช่วยขับเสมหะ ช่วยให้ทางเดินหายใจโล่ง มีสารแคปไซวินช่วยลดความไวของปอดต่อการเกิดอาการต่างๆ เช่นการบวมของเซลล์หลอดลมเล็กและใหญ่ ลดการหดเกร็งเนื้อรอบหลอดลม ดังนั้นพริกเผ็ด จึงเป็นประโยชน์ต่อคนที่เป็นโรคหอบหืด โดยเมื่อกินพริกที่มีรสเผ็ดๆ น้ำตา น้ำมูกไหล อภิบายได้ว่าพริกช่วยให้เสมหะที่ข้นเหนียวเจือจางลง ซึ่งร่างกายจะขับออกมาทางหลอดลมได้ง่ายขึ้น
                              - ช่วยสลายลิ่มเลือด มีรายงานวิจัยของ นพ.สุคนธ์ วิสุทธิ์พันธ์ และคณะ จากศิริราชพยาบาลได้ศึกษาเปรียบเทียบคน 2 กลุ่ม คือคนที่ได้รับพริกและไม่ได้รับพริกในอาหาร ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยที่รับพริกจะมีการทำงานของร่างกายเพื่อสลายลิ่มเลือดได้เร็วกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับพริก และหลังจากกินพริกแล้วครึ่งชั่วโมงความสามารถในการสลายลิ่มเลือดจะกลับคืนสู่ภาวะปกติ และการศึกษาคนอเมริกันมี Fribrinogen ในเลือดสูงซึ่งเลือดจะมีโอกาสจับตัวเป็นลิ่มและนำไปสู่การเกิดโรคหัวใจได้ง่ายกว่าคนไทย ซึ่งใช้พริกในการประกอบอาหาร
                              - บรรเทาอาการปวด เช่นลดอาการปวดฟัน โดยสารแคปไซวินจะออกฤทธิ์ต่อเซลล์ประสาท โดยจะชลอการหลั่งของ Neurotransmitter ที่ปลายประสาท Supstance P ส่งผลให้สมองส่วนกลางรับรู้การเจ็บปวดช้าลง
                              - ช่วยกระตุ้นสมองส่วนกลางให้หลั่งสาร Endorphins ซึ่งเป็นสาร สร้างความสุข ดังนั้นเมื่อรัประทานพริกจะเกิดความสุขและเป็นส่วนหนึ่งทำให้เพิ่มขนาดพริกในการกินอาหารขึ้นเรื่อยๆ โดยสารEndorphins จะมีฤทธิ์คล้ายมอร์ฟีนคือทำให้เกิดการผ่อนคลาย ทำให้อยากหลับ (opiates) ผลทำให้เกิดความสุขและทำให้ความดันโลหิตลดลง
                              - ช่วยกระตุ้นให้อยากอาหาร
                              - ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง เนื่องจากในพริกมีทั้งวิตามิน เอ ซี
และโปรตีน

(4) พริกไทย Piper nigrum Linn.  มีสารสำคัญที่ทำให้เกิดรสเผ็ดร้อน จะมีที่เปลือกเป็นส่วนใหญ่

สรรพคุณ - ช่วยขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยบำรุงธาตุ เป็นยาอายุวัฒนะ กระตุ้นความรู้สึก ทางเพศ
              - ช่วยดับกลิ่นคาวกระตุ้นให้อยากอาหาร ใช้เป็นสารถนอมอาหารในสมัยโบราณ
              - ช่วยบรรเทาอาการนอนไม่หลับ ขับเสมหะ แก้ไอสะอึก  ถูฟันแก้รำมะนาด
              - กระตุ้นต่อมน้ำลายและน้ำย่อย กระตุ้นให้กล้ามเนื้อกระเพาะและลำไส้เคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ    อาหารจะถูกย่อยง่าย               - มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย               - สามารถเร่งให้ตับทำลายสารพิษมากขึ้น ดังนั้นพริกไทยอาจมีบทบาทสำคัญในการป้องกันมะเร็งที่เกิดจากสารก่อมะเร็งในอาหารได้               - ช่วยลดความอยากบุหรี่ และลดความหงุดหงิดได้

สารสำคัญ - มีสารสำคัญหลายชนิด แต่ที่ออกฤทธิ์ทางยา ได้แก่ น้ำมันหอมระเหย 1-3 %                   สารโอลิโอเรซิน (Oleoresin) 12-14 % ซึ่งประกอบด้วยสารสำคัญที่ทำให้มี                   กลิ่นฉุน และรสเผ็ด คือ ไปเปอรีน (Piperine)

(5) กะหล่ำปลี Brassica oleraceae var ,  capitata Linn. ใช้เป็นอาหารมายาวนาน  แบ่งเป็น 3 ชนิด
              - กะหล่ำปลีธรรมดา
              - กะหลีปลีแดง (Red cabbage)
              - กะหล่ำปลีใบย่น (Savoy cabbage)
สรรพคุณ    - ช่วยสลายหนองจากแผล และมะเร็ง
              - ช่วยให้ร่างกายต่อต้านรังสีเอ็กซ์
              - ยับยั้งการก่อมะเร็ง โดยกะหล่ำปลีจะออกฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งที่ลำไส้โดยเฉพาะเนื่องจากมีสาร Idole และ Dithiolthiones ซึ่งสารสกัด Dithiolthiones เป็นสารต้าน
มะเร็งที่มีอนุภาพมากและจัดว่ากะหล่ำปลีและพืชในตระกูลนี้เช่น คะน้า มีสารต่อต้านมะเร็ง (Desmutagen)
              - รักษาแผลในกะเพาะอาหารโดยในกะหล่ำปลีจะมีสาร Gefarnate มีฤทธิ์
กระตุ้นเยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้

ข้อควรระวัง - ควรใช้เป็นกะหล่ำปลีสด และระวังสารพิษหรือสารฆ่าแมลงตกค้าง โดย                 ใช้ผักปลอดสารพิษดีที่สุด หรือปลูกกินเอง
                  - ในผู้ป่วยที่เป็นโรคไทรอยด์ ไม่ควรรับประทานกะหล่ำปลี เพราะในกะหล่ำปลีมีสาร  Goitrogen  ตามธรรมชาติ ซึ่งสามารถลดระดับไทรอกซีนในเลือดได้ หาก รับ
ประทานติดต่อกันเกิน  60  วัน

(6) มะนาว  Citrus aurantifolia Swing ( Christm.และ Panz )
    มะนาวเป็นพืชตระกูลเดียวกับส้มเขียวหวาน ส้มเช้ง ส้มโอ

สรรพคุณ    - รักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน (โรคลักปิดลักเปิด)อาการเหงือกบวม
              - ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
              - วิตามินซีช่วยป้องกันการเกิด Heart attact , stroke และยังมีรายงานพบว่า                   การได้รับวิตามินซี 60 mg / วัน (เท่ากับส้มหรือมะนาว 1 ผล)มีผลสัมพันธ์                   กับการลดความเข้มข้นของไฟบริโนเจน หรือถ้าเรามีระดับวิตามินซีในร่าง                   กายต่ำ จะเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะได้บ่อยกว่าคนทั่งไป
              -  เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants)เปลือกมะนาวหรือเปลือกส้ม มี
                  สาร Pectin มีคุณสมบัติคล้ายวุ้น ช่วยลดปริมาณ Cholesterol ได้
              -  แก้ไอ ลดอาการระคายคอ

ข้อควรทราบ - วิตามินซีจะสลายตัวเมื่อถูกอากาศ และความร้อน ดังนั้นการกินน้ำส้มสด                       หรือน้ำมะนาวสด จึงให้คุณค่าสูงสุด
              - วิธีการดืมน้ำมะนาวให้ได้ผลต่อครั้ง ควรบีบมะนาว ใส่ในแก้วเติมเกลือและ                       น้ำตาลเล็กน้อย ดื่มทันที แล้วดื่มน้ำอุ่นตาม 1 แก้ว ซึ่งช่วยแก้หวัด แก้ไอ
                      และช่วยขับเสมหะ

(7) ขิง  (Zingiber officinale Rose.)
      เป็นพืชตระกูลเดียวกับข่า กระวาน ขมิ้น ฯ  ซึ่งจะมีเหง้าใต้ดิน

สรรพคุณ    - ใช้ปรุงอาหารดับกลิ่นคาว ช่วยขับลม ช่วยย่อย แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ บำรุงธาตุ                 -  แก้คลื่นไส้อาเจียน แก้อาการเมารถ เมาเรือ
                -  ช่วยป้องกันเลือดจับตัวแข็งเป็นก้อน โดยผลการศึกษาในหลอดทดลอง ของ                   นักวิทยาศาสตร์  K.C. Srivastava  แห่งมหาวิทยาลัย  ODENSE  พบว่าขิง
                  สามารถป้องกันการจับตัวแข็งของเลือดได้ดีกว่ากระเทียม หรือหอม ซึ่งมีสาร                   สำคัญที่ช่วย ยับยั้งการจับตัวเป็นลิ่มของเลือด  คือ Gingerol  ซึ่งทำหน้าที่                   คล้ายคลึงกับแอสไพริน

เอกสารอ้างอิง - พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ , นางพรทิพย์ เต็มวิเศษ
                        สาระน่ารู้เกี่ยวกับสมุนไพรในชีวิตประจำวัน พิมพ์ครั้งที่ 1
                        วารสารองค์การเภสัชกรรม ฉบับที่ 1 ปีที่ 28 ตุลาคม 2544 -มีนาคม 2545
                        ที่มา  เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข

ขออภัย ขณะนี้เว็บไซท์ของดการสร้างหัวข้อใหม่และการแสดงความคิดเห็นไว้ชั่วคราว