รายงานกิจกรรมค่ายการเรียนรู้รักบ้านเกิด "ค้นหาขุมทรัพย์คลองอู่ตะเภา" วันที่ 19-20 พฤษภาคม 2549 ณ คลองอู่ตะเภา
ผู้เข้าร่วมจำนวน 85 คน ประกอบด้วย 1. นักเรียน 56 คน 2. ครู-อาจารย์ 8 คน 3. ผู้ปกครองและผู้สนใจ 9 คน 4. ทีมงานและวิทยากร 12 คน
ชี้แจงทำความเข้าใจ
วันที่ 19 พฤษภาคม 2549
ทีมงานและวิทยากรได้ทำการนัดหมายครูและนักเรียนที่จะเข้าร่วมค่ายการเรียนรู้รักบ้านเกิด "ค้นหาขุมทรัพย์คลองอู่ตะเภา" ในวันที่ 20 พฤษภาคม ณ โรงเรียน มอ.วิทยานุสรณ์ เพื่อทำการชี้แจงและเตรียมความพร้อมก่อนที่จะล่องคลองในวันถัดไป โดยทีมงานได้นำเสนอภาพรวมของคลองอู่ตะเภา ความสำคัญที่ทำให้เราต้องไปศึกษา ซึ่งมีความสำคัญในด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ เป็นสายน้ำเส้นเลือดหลักของคนหาดใหญ่และใกล้เคียง เพราะ 85 % ของน้ำที่ใช้ในเมืองหาดใหญ่เป็นน้ำที่มาจากคลองอู่ตะเภา มีการนำเสนอเส้นทางและจุดสำคัญของคลองอู่ตะเภาจุดต่างๆ ผ่านภาพถ่ายทางจอโปรเจคเตอร์
นอกจากนี้ได้ทำการชี้แจงนัดแนะตามกำหนดการ และข้อแนะนำในการเตรียมตัวก่อนที่จะลงเรือ และการปฏิบัติตัวเพื่อความปลอดภัยระหว่างนั่งเรือ
"ค้นหาขุมทรัพย์คลองอู่ตะเภา"
วันที่ 20 พฤษภาคม 2549
จุดเริ่มต้นของค่ายเรียนรู้รักบ้านเกิด "ค้นหาขุมทรัพย์คลองอู่ตะเภา" คือที่ "ท่าหาดใหญ่" บริเวณหลังที่ว่าการอำเภอหาดใหญ่ปัจจุบัน โดยทีมงาน วิทยากร นักเรียนและคณะครูโรงเรียน มอ.วิทยานุสรณ์ซึ่งเดินทางมาโดยรถบัสของมหาวิทยาลัย จำนวน 2 คัน คณะผู้ปกครองนักเรียน และผู้สนใจ ที่ได้ทำการนัดแนะกันไว้แล้วเดินทางมาถึงโดยพร้อมเพรียงกันตามกำหนดนัดหมาย
ในตอนเช้า อ.พิชัย ศรีใส ผู้ศึกษาค้นคว้าจนมีความรู้ดีที่สุดคนหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องเมืองหาดใหญ่ เป็นวิทยากรในการบรรยายเกี่ยวกับ "ท่าหาดใหญ่" สถานที่ๆ ทุกคนกำลังยืนอยู่ว่า เป็นจุดเริ่มต้นของเมืองหาดใหญ่ โดยเมื่อก่อนตรงนี้นอกจากจะเป็นที่ตั้งของชุมชนสองฝั่งคลองยัง เป็นท่าน้ำที่มีความสำคัญในการเคยเป็นเส้นข้ามคาบสมุทรคือเป็นเส้นทางค้าขายของคนในอดีต มีการพบร่องรอยคือเหรียญเขียนสงขลาเป็นเครื่องยืนยัน ท่าหาดใหญ่เป็นตลาดริมน้ำค้าขายในอดีต เป็นตลาดนัดจับจ่ายสินค้ากันทุกวันอาทิตย์ ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าจากที่แหล่งต่างๆ เช่นประเภทของป่า สัตว์ป่า พืชผัก และสินค้าต่างๆ มีร้านค้าขายของชำ และเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์การรบการสงคราม โดยมีท่าหาดใหญ่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญ มีเรือข้ามฟากรับส่งผู้โดยสาร มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ คือต้นมะเฟืองอายุเป็นร้อยปี และสภาพบ้านเรือนในปัจจุบัน ผ่านลักษณะ วัสดุ ไม้ที่ใช้ในการสร้างอาคารบ้านเรือนที่มีอายุยาวนาน
ท่าหาดใหญ่ถือเป็นจุดกำเนิดของเมืองหาดใหญ่ และพัฒนาเป็นตลาดหาดใหญ่ บริเวณหลังที่ว่าการอำเภอ และพัฒนาท่าหาดใหญ่เป็นเมืองหาดใหญ่
หลังปี 2470ช่วงนั้นอยู่ในระหว่างช่วงที่ทหารญี่ปุ่นมาตั้งค่าย ทหารญี่ปุ่นจึงได้สร้างสะพานไม้ครั้งแรกขึ้นเพื่อข้ามคลองอู่ตะเภา ซึ่งต่อมาก็ได้สร้างเป็นสะพานอู่ตะเภา
ตอนล่างของท่าหาดใหญ่เป็นเส้นทางเดินเรือขนาดใหญ่
เมื่อ อ.พิชัย ศรีใส บรรยายจบ ทุกคนก็ขึ้นรถเพื่อเดินทางไปลงเรือที่ท่าบางหัก เพื่อการศึกษาและดูคลองของจริงในจุดต่างๆ แห่งสายน้ำคลองอู่ตะเภาต่อไป โดยทำการแบ่งครู นักเรียน และผู้สนใจลงเรือตามสัดส่วน รวมทั้งนายหัวเรือ(ซึ่งจะต้องคอยดูแลความปลอดภัยแก่ผู้โดยสารเรือด้วย) และนายท้ายเรือไม่เกินลำละ 10 คน ซึ่งน่าจะเป็นมาตรฐานความปลอดภัยโดยประมาณการของการนั่งเรือหางยาว ทุกคนใส่ชูชีพพร้อมเพื่อความปลอดภัย และสิ่งที่ต้องเตรียมเพิ่มเติมคือถุงพลาสติกเพื่อป้องกันอุปกรณ์ซึ่งอาจได้รับความเสียหายจากการโดนน้ำ จำพวก โทรศัพท์มือถือ กล้องถ่ายรูป เป็นต้น เนื่องจากท้องฟ้าวันนี้มืดครึ้มตั้งแต่ตอนเช้า โอกาสที่ฝนจะตกมีมาก ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทยอยกันลงเรือ โดยมีบางคนมีท่าทางกลัวๆเพราะไม่เคยลงเรือมาก่อน แต่เมื่อเรือสตาร์ทเครื่องและนั่งไปได้สักพักก็หายกลัว คงมองสองข้างคลองก่อนที่จะถึงฐานที่ 2 คือวัดอู่ตะเภา เรือ 11 ลำ ขับตามกันไป
ระหว่างทางก่อนถึงวัดอู่ตะเภา ทุกคนสังเกตสองข้างทาง ซึ่งจะพบว่า ประชาชนยังใช้ประโยชน์จากลำคลองอยู่ เช่น การปลูกพืชที่อาศัยน้ำ จำพวกผักบุ้ง ผักกระเฉด และบางส่วนใช้ประโยชน์ในด้านการประมง มีการเลี้ยงปลาในกระชัง ระหว่างทางมักพบเห็นอุปกรณ์ในการดักจับสัตว์น้ำ จำพวก บ่าม ยอ เป็นต้น นอกจากนี้บริเวณริมคลองสามารถใช้เป็นที่พักผ่อนใจได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้จะสังเกตเห็นว่าวัดต่างๆส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ริมฝั่งคลอง ซึ่งแต่ละวัดก็มีประติมากรรม ลักษณะการก่อสร้างที่เก่าแก่และโดดเด่นเฉพาะตัว นอกจากนี้ยังพบเห็นสะพานแขวนแบบเก่าซึ่งไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้ว การล่องคลองทำให้เห็นวิถีชีวิตของคนที่อยู่ริมคลอง แต่ลักษณะของคลองในวันนี้นอกจากจะมีการใช้ประโยชน์น้อยลงแล้ว สิ่งที่บางคนคิดว่าเป็นการใช้ประโยชน์แต่กลับเป็นโทษหรือทำความเสียหายให้กับคลองก็คือ การใช้คลองเป็นที่ทิ้งขยะ ซึ่งจะพบเป็นระยะๆ ตลอดการเดินทาง และขยะบางส่วนที่ติดอยู่ตามแนวต้นไม้ ที่บางครั้งดูเหมือนดอกไม้ บริเวณคลองอู่ตะเภาเป็นขยะที่พัดมากับกระแสน้ำตอนน้ำท่วมเมื่อปลายปีที่แล้วยังคงมีเหลือให้เห็นอยู่เป็นโบราณวัตถุ
ปัญหาขยะเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังมีปัญหาอื่นที่เกิดขึ้นกับลำคลองเมื่อคณะได้เดิน
ทางมาถึงจุดเชื่อมระหว่างคลองแหกับคลองอู่ตะเภา บริเวณใกล้วัดนารังนก ที่พอมาถึงจุดนี้ทุกคนจะได้กลิ่นเหม็นจากน้ำที่มาจากคลองแห คณะซึ่งประกอบด้วยบุคลากรจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 16 จังหวัดสงขลา ได้ทำการตรวจวัดคุณภาพน้ำอย่างง่าย เป็นการตรวจวัดปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำหรือ ค่า ดีโอ ปรากฏค่า เท่ากับ 0.3 มิลลิกรัม/ลิตร ซึ่งเป็นค่าที่น้อยมากจนสิ่งมีชีวิตจำพวกปลาไม่สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ (ค่าดีโอที่สิ่งมีชีวิตอยู่ได้จะต้องไม่ต่ำกว่า 4 พีพีเอ็ม)
พร้อมกันนี้วิทยากรได้เล่าว่าเมื่อก่อน (ประมาณปี 2508)บริเวณคลองแห น้ำมีลักษณะใสมาก ในคลองก็มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ มีปลาชุกชุม เคยมีปลาช่อนขนาดประมาณ 2 กิโลกรัมขึ้นไป แต่ปัจจุบันเมื่อความเจริญเข้ามาทำให้มีการปล่อยน้ำเสีย และสิ่งปฏิกูลลงคลองมากขึ้น ประกอบกับระบบบำบัดน้ำเสียรวมของเทศบาลนครหาดใหญ่ยังไม่สามารถใช้งานได้สมบูรณ์แบบ
คุณภาพน้ำคลองแหจะต่ำลงมากในช่วงฝนแรก หรือที่เรียกว่า ฝนมาปลาตาย นั้น เพราะในช่วงฝนแรกสิ่งสกปรกจะถูกชะล้างลงคลอง ทำให้แบคทีเรียซึ่งทำหน้าที่ย่อยสิ่งสกปรกนั้นเพิ่มปริมาณมากขึ้น การดึงออกซิเจนมาใช้ในการย่อยสลายจึงมากขึ้น ทำให้ปริมาณออกซิเจนลดลง ปลาจึงตาย
เมื่อถึงวัดอู่ตะเภา วิทยากรและ อ.ทอง เจ้าอาวาสวัดอู่ตะเภา ได้เล่าถึงความเก่าแก่ของวัดอู่ตะเภา ที่สร้างขึ้นใน ปี พ.ศ. 2010 ซึ่งอยู่ประมาณในช่วงสมัยอยุธยาตอนกลาง ทำให้เข้าใจได้ว่าชุมชนนี้เป็นชุมชนเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีโบสถ์เก่าหลายร้อยปีที่สร้างด้วยไม้โดยไม่ต้องใช้ตะปู ซึ่งปัจจุบันได้รับการบูรณะแล้ว
นอกจากนี้ เจ้าอาวาสวัดอู่ตะเภาได้กล่าวถึงคลองอู่ตะเภาในอดีตและปัจจุบันมีความแตกต่างกันมาก สมัยก่อนนั้นชาวบ้านที่อาศัยอยู่ที่นี่มีความอยู่ดีกินดี ชุมชนได้ใช้ประโยชน์จากคลองอู่ตะเภาทั้งหมด ทั้งเรื่องของการเดินทางที่สะดวก การสร้างบ้านก็มักหันหน้าบ้านให้กับคลอง เพราะเป็นเส้นทางการเดินทาง ในอดีตบริเวณนี้เคยมีความรุ่งเรืองมาก่อนเมืองหาดใหญ่ และเป็นศูนย์รวมวัฒนธรรม เช่นการแข่งเรือยาว ที่ยังมีอยู่จนถึงปัจจุบัน
แต่หลังจากที่มีถนนเกิดขึ้น การใช้ประโยชน์จากคลองจึงลดน้อยลง การดูแลใส่ใจถึงคลองมีน้อยลงทำให้เกิดปัญหาต่างๆ เช่น น้ำเน่าเสีย จึงเกิดแนวคิดการใช้ประโยชน์จากคลองอู่ตะเภาต่อไปโดยการจัดให้มีการแข่งขันเรือยาวขึ้นทุกปีเพื่อให้คนได้หันมาดูแลเอาใจใส่คลองอู่ตะเภา
วัดอู่ตะเภายังเป็นสถานที่รวบรวมภูมิปัญญาการขุดเรือ และได้นำเสนอให้กับคณะได้ชมในรูปแบบวีซีดี ถึงการขุดเรือ ในการเลือกไม้ที่ใช้ในการขุดเรือที่มักจะเลือกใช้ไม้ตะเคียนเนื่องจากมีน้ำมันอยู่ในตัว สามารถยืดหยุ่นได้ และมีความคงทนเป็นพิเศษ การเบิกเรือซึ่งเป็นภูมิปัญญาในการทำให้เรือที่ขุดไว้ได้ผายออกโดยการย่างไฟให้เนื้ออ่อนลงและถ่างออกด้วยไม้ ซึ่งนอกจากแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาแล้วยังต้องใช้ความสามัคคีของคนในชุมชนเป็นอย่างมาก
เส้นทางอู่ตะเภาเป็นเส้นทางเดินทัพทางน้ำที่สะดวกที่สุด สมัยสุโขทัยเมื่อครั้งนครยกทัพไปตีศรีลังกาเพื่อเอาพระพุทธสิหิงค์ จะมาหาเรือที่นี่ แต่ยังเป็นที่สงสัยว่าเดินทางต่อไปทางไหน
เมื่อฟังท่านเจ้าอาวาสเล่าจบแล้ว จึงเป็นกิจกรรมฐานการเรียนรู้ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทางคณะครูได้เตรียมไว้ จำนวน 6 ฐานการเรียนรู้ ประกอบด้วย ฐานการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ ศิลปะและภาษาไทย คณิตศาสตร์ ภูมิปัญญาไทย อังกฤษ คอมพิวเตอร์และฝ่ายกิจกรรม
เมื่อทำกิจกรรมฐานการเรียนรู้เสร็จลงเรือต่อไปยังวัดคูเต่า รับประทานอาหารเที่ยง
ขณะรับประทานอาหารเที่ยงได้มีคณะครูนักเรียนจากโรงเรียนบางกล่ำวิทยารัชมังคลาภิเษกขับร้องเพลงเรือแหลมโพธิ์ให้ฟัง โดยมีเนื้อหากล่าวถึงคลองอู่ตะเภาและการดูแลคลองอู่ตะเภา รวมทั้งเพลงเรือแหลมโพธิ์ประยุกต์ที่มีเนื้อหาการป้องกันและลดอุบัติเหตุ
อ.นวลศรี ถนอมศรีมงคล ได้เล่าถึงที่มาของเพลงเรือแหลมโพธิ์ว่าเป็นเพลงพื้นบ้านที่นิยมเล่นรอบลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณ ซึ่งชาวบ้านจะใช้ร้องในประเพณีลากพระ และเชื่อว่าการลากพระทางน้ำเป็นต้นกำเนิดการเล่นเพลงเรือ ที่ต้องการความพร้อมเพรียงในการพายเรือ เมื่อมีต้นเสียงร้องขึ้นฝีพายทั้งหมดก็ร้องรับต่อๆกันไป ทำให้เพิ่มสมรรถนะการพายเรือให้ถึงจุดหมายเร็วขึ้น เมื่อเห็นว่าดีการร้องรับดังกล่าวจึงพัฒนามาตามลำดับ เป็นการเพิ่มวรรคมากขึ้น ส่วนการแต่งเพลงก็เช่นเดียวกัน ที่เมื่อก่อนแต่งกันสดๆ ภายหลังเป็นเพลงที่แต่งไว้ก่อนแล้วนำไปเล่นอย่างในปัจจุบัน
พร้อมกันนี้ ทางคณะเพลงเรือได้แนะนำให้คณะนักเรียนและผู้เข้าร่วมได้ร่วมกันฝึกร้องเพลงเรือ ซึ่งสามารถร้องได้ง่าย
หลังจากนี้คณะผู้ร่วมกิจกรรมทั้งหมดก็ลงเรืออีกครั้งเพื่อเดินทางไปยังปลายน้ำ ซึ่งสายน้ำได้ไหลออกสู่ทะเลสาบสงขลา พบว่าปลายน้ำยังมีประชาชนที่มีอาชีพทำการประมงเป็นหลัก เมื่อออกสู่ทะเลสาบสงขลาก็พบเห็นการทำประมงพื้นบ้าน เช่น มีไซนั่งอยู่ในทะเลเป็นจำนวนมาก
ทางคณะได้ไปขึ้นฝั่งที่โรงเรียนบ้านบางโหนด ซึ่งมีกิจกรรมการตรวจวัดคุณภาพน้ำกันอีกครั้งโดยให้นักเรียนได้ปฏิบัติจริง โดยคำแนะนำจาก วิทยากรจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมเขต 16 จังหวัดสงขลา พร้อมกันนี้วิทยากรได้ให้ความรู้แก่นักเรียนในเรื่องของสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องของความสำคัญของแหล่งน้ำ ที่เมื่อก่อนคนจะให้ความเคารพต่อแหล่งน้ำเพราะเป็นเส้นเลือดสำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิต
ปัจจุบันมีการแก้ปัญหาทางวิศวกรรมที่ต้องการป้องกันน้ำท่วมโดยเฉพาะพื้นที่ทางเศรษฐกิจหรือเรียกว่าพื้นที่ไข่แดง แต่พื้นที่รอบนอกนั้นได้รับผลกระทบ ทั้งที่ความจริงแล้วเมื่อก่อนนั้นน้ำท่วมไม่ถือว่าเป็นภัยธรรมชาติ แต่กลับมีประโยชน์ ทั้งในเรื่องของการชำระล้างสิ่งสกปรก และเป็นการแพร่พันธุ์ ของพืชและสัตว์ไปยังแหล่งอื่นๆ การปลูกสร้างที่อยู่อาศัยก็เป็นบ้านยกใต้ถุนสูง ก่อนถึงหน้าน้ำหลากชาวบ้านก็จะมีการเตรียมตัวไว้ก่อนล่วงหน้า จึงไม่เป็นปัญหาเวลาน้ำท่วม แต่เมื่อวัฒนธรรมการก่อสร้างเปลี่ยนแปลงไป การเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ การก่อสร้างที่ขวางทางน้ำ ทำให้การระบายน้ำมีความล่าช้า ปัญหาทะเลสาบตื้นเขิน จากตะกอนที่ลงมาจากต้นน้ำ กลางน้ำต่างๆ ส่งผลกระทบมากมายต่อประชาชน เพราะทะเลสาบสงขลาเป็นขุมทรัพย์ของคนรอบลุ่มน้ำ ซึ่งจะเชื่อมโยงกับขุมทรัพย์คลองอู่ตะเภาตั้งแต่ต้นน้ำบริเวณป่าผาดำ กลางน้ำ และปลายน้ำในที่สุด
คลองอู่ตะเภาเป็นเส้นเลือดหลักของคนหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง ระบบนิเวศชายฝั่งคลองมีประโยชน์มากในการวางไข่และฟักตัวของสัตว์น้ำ เมื่อตลิ่งกลายเป็นคอนกรีตสัตว์น้ำก็วางไข่ไม่ได้ สิ่งก่อสร้างที่บุกรุกพื้นที่ของคลอง และการเพิ่มขึ้นของตะกอน มีผลต่อการเดินทางหรือการไหลของน้ำ และคุณภาพน้ำที่ต่ำลง ซึ่งปัญหาเหล่านี้ก็เกิดขึ้นที่ประเทศอื่นด้วย แต่เขาเกิดจิตสำนึกในการฟื้นฟูและทำให้แหล่งน้ำของเขามีคุณภาพที่ดีขึ้น คลองอู่ตะเภาและลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาของเราจะดีขึ้นได้ก็อยู่ที่พวกเราจะช่วยกันต่อไป
สุดท้ายได้ให้นักเรียนได้ถ่ายทอดสิ่งที่ได้รับจากการล่องคลองอู่ตะเภาในวันนี้ โดยส่งตัวแทนจากเรือแต่ละลำมานำเสนอ เรือลำที่ 1 อยากให้ทุกคนมีจิตสำนึกในการดูแลรักษาคลอง ไม่ใช่แค่สนใจคลองเฉพาะเวลาที่น้ำจะท่วมเท่านั้น เรือลำที่ 2 ในการเดินทางทางเรือควรมีการเตรียมตัวให้พร้อมโดยเฉพาะควรเข้าห้องน้ำก่อนลงเรือ เรือลำที่ 3 อยากให้ทุกคนช่วยกันดูแลรักษาคลองอู่ตะเภา เรือลำที่ 4 การล่องคลองทำให้เห็นวิถีชีวิตของคนที่อยู่ริมคลอง เช่น มีการปลูกผักทั้งริมน้ำและในน้ำ การจับสัตว์น้ำ เรือลำที่ 5 ประทับใจการทำเรือในแบบสมัยก่อนที่ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านและความสามัคคีในการทำเรือแต่ละลำ เรือลำที่ 6 ประทับใจบรรยากาศในการล่องคลอง ได้เห็นธรรมชาติ ต้นไม้ และดีใจที่บ้านเรายังมีอากาศที่บริสุทธิ์อยู่
อ.รัชนีกูล ชนะวรรณโณ จากโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ได้กล่าวสรุปและได้เล่าให้ฟังว่าเป็นคนหนึ่งที่ทำกิจกรรมในการรักษาคลองอู่ตะเภามานาน โดยได้บรรจุไว้เป็นหลักสูตรท้องถิ่นที่นักเรียนในโรงเรียนพะตงฯต้องเรียนทุกคน นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภาเป็นผู้เฝ้าระวังตั้งแต่ เทือกเขาน้ำค้าง อ.สะเดา ซึ่งเป็นต้นน้ำ ตลอดจนถึงกลางน้ำและปลายน้ำหรือตลอดสายคลอง มีการพบปะแลกเปลี่ยนเพื่อปรึกษาหารือว่าจะดำเนินการอย่างไรในการอนุรักษ์ลำน้ำอู่ตะเภาเป็นระยะๆ ซึ่งขณะนี้คุณภาพน้ำแย่มากๆ และเชิญชวนทุกคนได้เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาคลองเพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและคุณภาพชีวิตของพวกเราทุกคน
Relate topics
- อีกหนึ่งอุดมการณ์ สานความตั้งใจฟื้นฟูวิถีชาวนาไทยแห่งลุ่มน้ำคลองภูมี
- เครือข่ายสุขภาวะประกาศความพร้อมนำสงขลาสู่ความเป็นสงขลาพอเพียง
- การประชุมสงขลาพอเพียงครั้งที่ 42
- ภาพสถานที่จัดงาน "สงขลาสร้างสุข 53.
- ๓ ปี สถานีวิทยุพระพุทธศาสนาเพื่อชุมชน ใครได้อะไร? - เรื่องควรรู้ที่ควนรู
- เรื่องเล่าจากควนรู อ.รัตภูมิ จ.สงขลา - เหตุหลังน้ำท่วม
- เน้นพัฒนาหาดใหญ่ - สงขลาแบบ'ทวินซิตี้'
- เปิดคู่มือนำทางชีวิต สมัชชาสุขภาพแห่งชาติปี"49
- ไทย-ออสเตรเลียพัฒนาสารสนเทศฟื้นฟูทรัพยากรแนวชายฝั่งอันดามัน
- อย่าหลงเชื่อโฆษณาเก้าอี้ไฟฟ้ารักษาโรค
เด็กเทพา (Not Member)
เด็กเทพา (Not Member)
คนสงขลา (Not Member)
นีน่า (Not Member)