สงขลาพอเพียง : เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลา - Songkhla Health

หนุนเสริมภาคี ประสานความร่วมมือ

ภาค 1 : เมื่อน้ำท่วมโรงพยาบาลนาทวี บทเรียนที่ควรแบ่งปัน

by Little Bear @14 ธ.ค. 53 10:10 ( IP : 223...247 ) | Tags : งานเขียนคน คนเขียนงาน

อำเภอนาทวี เป็นอำเภอเศรษฐกิจดีอีกอำเภอของจังหวัดสงขลา เต็มไปด้วยสวนยางและสวนผลไม้ มีโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ณ อำเภอนาทวี ขนาด 120 เตียงตั้งอยู่ เป็นโรงพยาบาลระดับ 2.2 ของกระทรวงสาธารณสุข คือมีแพทย์เฉพาะทาง ในช่วงที่ประสบเหตุน้ำท่วมในวันที่ 1-2 พฤศจิกายน 2553 นี้ คุณหมอสุวัฒน์ วิริยพงษ์สกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนาทวี ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ไว้อย่างน่าสนใจ

มุ่งสู่นาทวี

ตอนประมาณตี 4 ของวันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 หนุ่มน้อยชื่อ “ชาย” แฟนของน้องเจ้าพนักงานเภสัชกรรมได้โทรมาปลุกผม แจ้งว่าน้ำขึ้นสูงมาก กำลังทะลักเข้าโรงพยาบาลนาทวี ผมรับโทรศัพท์ทีแรกยังไม่เชื่อ เพราะสักเที่ยงคืน เพิ่งคุยกับทีมงานที่ดูแลเครื่องสูบน้ำของชลประทาน ซึ่งได้มาติดตั้งในโรงพยาบาลและเริ่มสูบน้ำได้ตั้งแต่ช่วงเย็นแล้ว ปกติถ้าเป็นแบบนี้ก็จะอุ่นใจ เพราะเครื่องพญานาคทั้งสองตัวขนาด 12 นิ้ว ฝนตกหนักๆมาสักชั่วโมง อีก 2 ชั่วโมงก็แห้ง แต่ปรากฏว่าฝนดันตกตลอด ผมคิดได้แต่เพียงว่า ให้กั้นกระสอบทรายที่พอมีให้สูงไว้ก่อน ส่วนตัวเองจัดแจงหยิบเสื้อผ้าติดมือไปสองสามชุดก่อน

ระหว่างทางฝนยังคงตกหนักตลอด ที่ปัดน้ำฝนเร่งเต็มสตีมแล้วก็ยังต้องค่อยๆขับรถไปได้อย่างช้าๆ สายฝนที่เย็นฉ่ำ แต่ใจมันร้อนรุ่ม ความเร็วสัก 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ดูมันช่างชักช้าเหมือนเต่าคลานเลยทีเดียว ผมเพิ่งทราบข้อมูลเมื่อมาทบทวนเหตุการณ์ว่า “ฟ้ารั่ว” ในช่วง 2 วันนี้เป็นอย่างไร เช่นที่อำเภอนาทวี ปกติฝนจะตกเฉลี่ยทั้งปีที่ 1200-1500 มิลลิเมตร มาปีนี้ แค่ 2 วัน 31ต.ค-1พ.ย. ตกไป 504 มิลลิเมตร เรียกว่าเป็น 1/3 ของฝนทั้งปี

ระหว่างทางผมผ่านอำเภอจะนะก่อน ดูปริมาณน้ำสองข้างทางแล้วมีลุ้นว่า น้ำไม่มากกระมัง หารู้ไม่ว่า จะนะเป็นส่วนปลายน้ำ น้ำยังเดินทางมาไม่ถึง เวลาผ่านไปสัก 1 ชั่วโมง พอเริ่มเข้าเขตอำเภอนาทวี ต้องเปลี่ยนใจครับ เริ่มเห็นชาวบ้านย้าย วัว ควาย และข้าวของมายังท้องถนน ฝนเริ่มซาเม็ดลง เหยียบคันเร่งเร็วขึ้นหน่อย ใจเตลิดคิดไปถึงเรื่องอื่น คิดถึงการซ้อมแผนอุทกภัยที่เตรียมซ้อมกันในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 2 พ.ย. หรือเราจะได้เจอของจริงเลย

พอเข้าเขตตลาดนาทวี ลงจากสะพานข้ามคลองนาทวี มองลงไป สามแยกวังโต้ยาวไปสุดลูกตา ตลอดทางไปอำเภอเทพา ผมไม่เห็นพื้นผิวถนนแล้ว เห็นมีรถกระบะวิ่งสวนมาได้ แสดงว่ารถยังพอฝ่ากระแสน้ำได้ เลี้ยวขวาที่สามแยกวังโต้ มุ่งหน้าสู่ รพ.ระยะทางราว 1 กิโลเมตรถึงหน้าสนามกีฬาเทศบาล สองข้างทาง มีรถจอดซ้อนกัน 3 แถว ตรงนี้เป็นเนินสูงหน่อย ผู้คนต่างนำยานพาหนะจอดหนีน้ำกัน ผมขับรถ Volvo คู่ใจเกือบถึงหน้า รพ. ลำบากเสียแล้วล่ะ น้ำมากจริงๆ ต้องหันหัวรถกลับมาจอดหน้าสนามกีฬาเหมือนคนอื่นๆบ้าง ผมเดินเท้าสัก 200 เมตร จนถึงแนวรั้วรพ.

หน้ารั้วโรงพยาบาลเห็นสมาชิกชาวโรงพยาบาลสัก 5-6คน รวมตัวกันอยู่หลังแนวเขื่อนกระสอบทรายหน้ารพ. ถนนทางเข้ารพ.กระแสน้ำเชี่ยวมาก เจ้าหน้าที่ต้องใช้รถกระบะคันหนึ่งจอดบนถนนใหญ่ ใช้เชือกผูกกับรถยึดโยงกับเสาภายในรพ. เพื่อไว้เกาะเดินเข้าไปได้ แต่ก็ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมากผมตัดสินใจเดินเกาะเชือกฝ่ากระแสน้ำโดยมีพนักงานขับรถคอยเดินขนาบเข้าไปได้

สิ่งแรกผมที่ทำคือ ขี่จักรยานตระเวนดูรอบรพ. น้ำขึ้นเร็วมากจริงๆครับ รอบรพ.เรามีเขื่อนกั้นน้ำสูงประมาณ 2 เมตร จุดต่ำสุดของเขื่อนอยู่บริเวณฝั่งที่ติดกับสำนักงานขนส่งจังหวัด เราประชาสัมพันธ์เสียงตามสายระดมคนที่มีอยู่ในบ้านพักทั้งชายหญิงและญาติผู้ป่วย ช่วยกันบรรจุทรายใส่กระสอบ ผมอาจจะใช้คำผิดครับ ใส่ถุงดำมากกว่า เพราะกระสอบตามแผนเดิม จะเอาเข้ามาเตรียมในช่วงสายของวันนี้ เพื่อจะซ้อมแผนในวันรุ่งขึ้น น้องรปภ.ประยุกต์โดยใช้ถุงดำซ้อนกัน 3 ชั้นเพื่อป้องกันการแตก ก็พอบรรเทาไปได้บ้าง เราช่วยกันลำเลียงขนกระสอบถุงดำไปเสริมแนวเขื่อนฝั่งขนส่ง แต่ดูแล้วยังไม่เพียงพอแน่ ผมร้องขอกระสอบไปยังท่านนายอำเภอและพี่ๆที่สสจ.สงขลา เผื่อว่าจะยื้อกันลองดูสักตั้ง

ปฏิบัติการย้ายผู้ป่วยก่อนน้ำเข้าโรงพยาบาล

ประมาณ 10 โมงเช้าท่านนายอำเภอฝ่ากระแสน้ำด้วยรถขับเคลื่อนสี่ล้อทรงสูง ผ่านมาทางประตูสำรองของรพ.มาได้ ผมวานให้ท่านช่วยตรวจสอบปริมาณน้ำจากต้นน้ำ ทั้งจากตำบลประกอบ ตำบลสะท้อน และที่สำคัญคืออุทยานแห่งชาติเขาน้ำค้าง ท่านบอกผมว่า “น้ำยังมีอีกมากครับคุณหมอ”

ผมตัดสินใจใช้แผนขั้นสุดท้ายคือย้ายคนไข้ออกจากโรงพยาบาลทั้งหมด ถึงแม้ในขณะนั้นภายในโรงพยาบาลยังแห้ง แต่ภายนอกโรงพยาบาลเราถูกรายล้อมด้วยน้ำหมดแล้ว อยู่ได้เพราะเขื่อนกั้นน้ำและเครื่องสูบน้ำทำงานอยู่ตลอดเวลา ผมสั่งการให้หัวหน้าพยาบาลและหัวหน้าตึกเตรียมเคลื่อนย้ายผู้ป่วย โดย set priority case เป็นประเภทตามความเร่งด่วนไว้

ประมาณ 11 โมง ของวันที่ 1 พฤศจิกายน รถยีเอ็มซี 3 คันจากค่ายทหาร ร5 พัน3 โดยการประสานงานของท่านนายอำเภอ พร้อมกำลังเกือบ 20 นาย เริ่มมาลำเลียงย้ายผู้ป่วย คนแรกที่ผมคิดถึงคือกัลยาณมิตรคนสำคัญ คุณหมอสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ที่โรงพยาบาลจะนะ ซึ่งห่างออกไป 20 กิโลเมตร จัดการรับคนไข้ที่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลต่อ 35 คน ที่เหลือ ไป โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ โรงพยาบาลหาดใหญ่ โรงพยาบาลนาหม่อม รวมส่งผู้ป่วยไปทั้งหมด 44 คน

ชุดแรกที่ส่งต่อคือกลุ่มเด็กที่ต้องใช้ incubator โชคดีมากครับ ที่เพิ่งซื้อตัวใหม่มา 2 ตัว ราคาตัวละ 5 แสน รู้เลยครับว่าคุ้มกับการรักษาชีวิตเด็กตัวน้อยๆได้อีก 2 คน การขนย้ายผู้ป่วยเป็นไปอย่างต่อเนื่องและทุลักทุเล เพราะไม่ใช่ย้ายแต่ผู้ป่วย แต่หมายถึงญาติและข้าวของเครื่องใช้ของผู้ป่วยด้วย

ผู้ป่วยเที่ยวสุดท้ายถูกส่งต่อไปประมาณ 6 โมงเย็น พลทหารขับรถบอกผมขากลับเที่ยวสุดท้ายว่า ขับไปก็นั่งภาวนาสวดมนต์ไป ให้ปลอดภัยทุกๆคน ชื่นชมน้องพยาบาลมาก เขาให้กำลังใจพลขับ พร้อมดูแลคนไข้ระหว่างทางไปด้วย ท่านที่นึกภาพไม่ออก ลองคิดดูว่า ระยะทาง 50 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมงเป็นอย่างไร

ปฏิบัติการสู้สักตั้ง

สักบ่ายโมงสิ่งที่เราหนักใจที่สุดคือเขื่อนบริเวณฝั่งสถานีขนส่งนั้นทานความแรงของน้ำไม่ไหวแล้ว น้ำทะลายเขื่อนเข้ามาจนพังพินาศ เสียงน้ำตกไหลเข้าโรงพยาบาลจนทีมงานสูบน้ำประสานมาว่าขอหยุดสูบเพราะสู้ไม่ไหวแล้ว ผมสั่งการทางวิทยุให้สูบน้ำต่อ เพื่อยื้อกับเวลาที่เราต้องย้ายคนไข้และย้ายข้าวของให้ได้มากที่สุด ระหว่างนี้การเคลื่อนย้ายท่ามกลางกระแสน้ำที่ขึ้น เชี่ยวและแรง เราใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมง แบ่งกำลังกันย้ายข้าวของส่วนหนึ่ง ย้ายผู้ป่วยอีกส่วนหนึ่งที่ยังหลงเหลือ

อุปกรณ์ส่วนที่ย้ายไม่ได้เป็นอุปกรณ์ตัวใหญ่ เช่น ยูนิตฟัน เครื่องนึ่ง เครื่องอบผ้า เครื่องซักผ้า ก็พยายามถอดมอเตอร์ออก พนักงานช่างมือสั่นพลางถอดอุปกรณ์พลาง

พอสัก 4 โมงเย็น น้ำสูงมากจนพ้นแนวเขื่อนรอบโรงพยาบาล ถึงแม้เราจะเร่งบรรจุกระสอบทรายกลางสายฝน อุดรูรั่ว เสริมคันดินให้สูงขึ้น ยื้อเวลา เพราะคาดว่ามันไม่น่าจะสูงกว่านี้ แต่ผิดคาด น้ำมามากทั้งเร็วและแรง คราวนี้เครื่องสูบน้ำทั้ง 2 เครื่องเอาไม่อยู่ จนต้องยอมแพ้ น้ำจึงเข้าท่วมโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว ระดับน้ำบริเวณตึกอุบัติเหตุ ราว 1 เมตร บ้านพัก 1.5-2 เมตรต้องอพยพอยู่ตึกใหม่ทั้งหมด

ในวันนั้นไฟดับทั้งอำเภอ ทีมงานยังช่วยกันสร้างเขื่อนป้องกันโรงไฟฟ้าสำรองซึ่งเป็นจุดสำคัญที่สุดต่อไป ช่วยกันวิดน้ำ สูบน้ำ ผลัดเวรเฝ้ากันทุกชั่วโมง จนถึงรุ่งเช้า เพราะถ้าไม่มีไฟ คนที่บนตึกในโรงพยาบาล 80 ชีวิตก็คงลำบาก ในจำนวนนี้มีคนไข้ที่แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ แต่เขากลับไม่ได้ เพราะน้ำท่วมเมืองไปหมดแล้ว

หลังจากนั้นเราก็ลุ้นกันว่า น้ำจะเข้าตึกใหม่ 2 ชั้นที่เรากำลังอยู่หรือไม่ โล่งใจเอาตอนเที่ยงคืน น้ำเริ่มทรงตัว อีกแค่คืบหน้า เราอาจต้องอพยพขึ้นชั้น 2 คืนนี้ชาวโรงพยาบาลนอนกันบนตึกใหม่กันอย่างอบอุ่น แต่ทุกคนก็หลับๆตื่นๆ พะวงกับสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้ เนื่องจากการสื่อสารถูกตัดขาดหมด

น้ำลดกับภารกิจที่ยังรอคอย

เช้าวันที่ 2 พฤศจิกายน 2553 น้ำเริ่มลดระดับช้าๆ พอระดับน้ำภายนอกเริ่มลดต่ำกว่าภายในโรงพยาบาล สมาชิกช่วยกันกั้นกระสอบทรายใหม่ เริ่มระดมสูบน้ำออกอีกครั้ง แต่มีโจทย์ใหญ่ตามมาคือ น้ำมันสำรองใกล้หมด ทั้งใช้กับเครื่องปั่นไฟ และเครื่องสูบน้ำ หัวจ่ายน้ำมันในปั้มน้ำมันไม่ทำงานเพราะยังไม่มีไฟฟ้าใช้ กัดฟันวัดดวงเราใช้เวลา 24 ชั่วโมง ก็สามารถทำให้น้ำภายในไม่ท่วมในอาคาร แล้วรีบล้างโคลน ไม่งั้นจะล้างยากมาก จึงใช้ไดโว่สูบน้ำที่กำลังลดนี่แหละฉีดล้างเบื้องต้น ได้ผลดีมาก เรียกว่าเอาเกลือจิ้มเกลือ

สำหรับการบริการ ทีมงานโรงพยาบาลปรับแผนโดยแบ่งกำลังไปออกหน่วยตั้งโรงพยาบาลสนาม โดยขอรถทหารลุยเข้ามารับคุณหมอกัมปนาท จันทนะ และคณะไปออกหน่วยให้บริการชาวบ้านบริเวณชั้นสองธนาคารการเกษตรและสหกรณ์ซึ่งอยู่ในเขตชุมชน อีกส่วนหนึ่งเริ่มมีคนไข้อาศัยรถยีเอ็มซีทหารเข้ามารับบริการที่โรงพยาบาล เราปรับรูปแบบที่ตึกใหม่ ให้เป็นทั้ง ER LR และOPD ห้องยาแบบย่อส่วน เป็น 2 จุดใหญ่ที่ให้บริการประชาชน

ช่วงบ่ายเจ้าหน้าที่เริ่มลงไปสำรวจความเสียหายที่บ้านพักกัน โดนกันไปเต็มๆทุกบ้าน ทั้งรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ที่นอน โซฟา จมน้ำจมโคลนกันเห็นๆ วันนี้ระบบสื่อสารบางส่วนเริ่มฟื้น สื่อหนังสือพิมพ์บางฉบับ ทีวี วิทยุหลายช่องมาสัมภาษณ์ ถึงแม้ข่าวจะไม่ค่อยออก เพราะความสนใจไปอยู่ที่หาดใหญ่เป็นหลัก แต่พวกเราก็มีความสุขที่ฝ่าวิกฤติมาได้ คืนนี้นอนกันบนตึกใหม่อีกเช่นเคย

เช้าวันที่ 3 พฤศจิกายน เป็นวันแห่งการขัดล้างโรงพยาบาล ระดมคนลงล้างตามจุดสำคัญ โชคดีว่าระบบประปาของโรงพยาบาลช่างเราซ่อมได้แล้ว เริ่มมีน้ำใช้บ้าง เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลที่ติดน้ำอยู่ภายนอกเริ่มทยอยเข้ามาช่วยขัดล้าง โชคดีที่สองคือ ได้น้ำมันสำรองมาจากสงขลา โดยการประสานจากสสจ. รถทหารบรรทุกมาให้อุ่นใจไปอีกมาก

ช่วงเย็นนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสงขลามาเยี่ยมให้กำลังใจ หลังจากนั้นเราสรุปงานประจำวัน เราตั้งเป้าว่าพรุ่งนี้ต้องเปิดบริการในส่วนหน้า คือ OPD และ ER ให้ได้

ในวันนั้นแม้โรงพยาบาลจะยังไม่เปิด แต่เราไม่ได้ปิดโรงพยาบาล คนไข้ที่หาทางมาจนได้ ส่วนใหญ่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลเกือบทั้งนั้น ในช่วงวิกฤตินี้มีคนไข้ในสะสมเพิ่มขึ้นจนเกือบ 20 คน ถึงแม้ระบบออกซิเจนไม่ทำงาน X’ray ยังจมน้ำ ห้อง lab ก็จม แต่ทีมเจ้าหน้าที่ก็สามารถดูแลได้ตามสมควร

4 พฤศจิกายน สามารถเปิด OPD ได้ 3 ห้อง ช่วงสายๆทีม IT จัดการระบบให้ใช้งานได้บางส่วน ทหารจาก ร.5 พัน 3 ทีมเทศบาล เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลล้างโรงพยาบาลรอบที่ 3 ซึ่งยังมีโคลนติดอยู่โดยรอบอีกครั้ง ต้องขอรถน้ำและรถดับเพลิงจากเทศบาลระดมมาช่วยกัน อีกส่วนก็เปิดบริการไปด้วย ถึงแม้ระบบยังไม่พร้อม เลยต้องมาใช้ระบบมือ (manaul) ทั้งหมด ทีมจากศูนย์ช่างคือศูนย์วิศวกรรมจากสงขลาได้เข้ามากินอยู่พักค้างคืนตั้งแต่เมื่อวาน มาดูเครื่องซักผ้า อบผ้าให้ ช่วงเย็นสามารถงานอย่างละ 1 เครื่อง ทางทีมซักฟอกจัดเวรเป็นกะทำงานกัน 24 ชั่วโมง ทยอยซักผ้าที่จมน้ำกองเป็นภูเขาน้อยๆ คาดว่าใช้เวลาสัก 3 วัน น่าจะบรรเทาไปได้บ้าง

ทีม IT ก็ทำงานกันโต้รุ่ง ระบบบริการ HOSxp เริ่มใช้การได้บริเวณ OPD ห้องยา ER จนใช้ได้สัก 60 %

ส่วนระบบบริการเมื่อวาน ER เริ่มเปิดเวรบ่าย WARD เปิดได้ทั้งหมด 60 เตียง ทยอยรับผู้ป่วยจาก รพ.อื่นๆมาแล้ว LAB เริ่ม CBC UA ได้ วันนี้เราจัดการเรื่องขยะเป็นหลัก ทีมเทศบาลมาช่วยเก็บ เริ่มทยอยเก็บในส่วนงานสนับสนุน ล้างบริเวณคลังพัสดุ

วันที่ 5 ทุกอย่างเริ่มเข้าที่ โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ณ อำเภอนาทวี ได้ผ่านวิกฤตและเปิดบริการเต็มรูปแบบแล้ว

Relate topics

ขออภัย ขณะนี้เว็บไซท์ของดการสร้างหัวข้อใหม่และการแสดงความคิดเห็นไว้ชั่วคราว