สงขลาพอเพียง : เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลา - Songkhla Health

หนุนเสริมภาคี ประสานความร่วมมือ

งานเขียนคน คนเขียนงาน

กิจกรรม "คนเขียนงาน งานเขียนคน" เปิดรับงานไม่จำกัดรูปแบบ กำหนดส่งงานเขียนไม่เกินวันที่ 20 ของเดือน สามารถส่งงานเขียนได้ที่ cic.ska@gmail.com หรือ ส่งขึ้นคอลัมน์ "ปกิณกะ/งานเขียนคน คนเขียนงาน" ที่ www.songkhlahealth.org งานเขียนที่ได้นำไปสู่กิจกรรมการพูดคุยแลกเปลี่ยนเพื่อการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของกลุ่มคนเขียนงาน และเปิดพื้นที่สำหรับการพบปะสังสรรค์ทางปัญญา(เล็กๆ) ของกลุ่มคนทำงานในสังคม เปิดรับสมาชิกกิจกรรม "คนเขียนงาน งานเขียนคน" ไม่จำกัดเพศ วัย ประสบการณ์ หรือ องค์กร และไม่กำหนดเวลาหมดเขตรับสมาชิกค่ะ รบกวนแจ้งอีเมล์ติดต่อกลับเพื่อนัดหมายพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนค่ะ

จากโรคร้ายกลายเป็นอุบายใหม่ของบริษัทยา

by Little Bear @February,01 2010 10.16 ( IP : 61...20 ) | Tags : งานเขียนคน คนเขียนงาน

หลายท่านที่อ่านบทความที่นำมาจากหนังสือแปลเรื่องกระชากหน้ากากธุรกิจยาข้ามชาติ คงจะจำได้ถึงความแสบสันของบริษัทยาที่ใช้ในการทำกำไรให้กับตนเองเอาเปรียบคนไข้ เป็นอีกแง่มุมหนึ่งที่หลายคนไม่รู้มาก่อนแล้ว คราวนี้คงต้องบอกว่าเป็นภาคต่อจากงานเขียนครั้งก่อน ผู้เขียนจึงขอนำเอาเรื่องราวโดยสรุปของการอ่านหนังสือแปลอีกเล่ม คือ อุบายขายโรค(Selling Sickness :How the world’s Biggest Pharmaceutical Companies Are Us into patient)หรือกระชากหน้ากากธุรกิจยาข้ามชาติภาคสอง เขียนโดย เรย์ มอยนิฮานและอลัน คาสเซลส์ ท่านแรกคือ เรย์ มอยนิฮาน นั้นเป็นนักเขียนเรื่องสุขภาพชั้นแนวหน้าของโลกชำนาญเป็นพิเศษในธุรกิจยา เคยตีพิมพ์ผลงานในนิตยสารทางการแพทย์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก คือ วารสารการแพทย์ของอังกฤษ วารสารทางการแพทย์นิวอิงแลนด์ และวารสารเดอะแลนเซต  เขาได้รับรางวัลรวมทั้งทุนฮาร์เนสจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาด ส่วนนักเขียนท่านที่สองคือ อลัน คาสเซลส์ นั้น เป็นนักวิจัยนโยบายยาแห่งมหาวิทยาลัยบริสติชโคลัมเบีย เป็นผู้ก่อตั้งองค์กร แพทย์ผู้สื่อสารแห่งแคนาดา ซึ่งเป็นบริการทางเว็บไซต์เพื่อการพัฒนาคุณภาพการรายงานทางการแพทย์ในแคนาดา

เนื้อหาภายในเล่มนำเสนอด้วยข้อความกระชับ ชัดเจนและทรงพลัง วิเคราะห์ วิพากษ์ เพื่อแสดงให้เห็น เทคนิคต่างๆหรือกลยุทธ์อันหลากหลายที่บริษัทยายักษ์ใหญ่นำมาใช้เพื่อการประชาสัมพันธ์ ทำการตลาดหรือสร้างภาพอย่างไรให้คนปกติ คิดว่าตนเองนั้นป่วยเกิดเป็นอุปทานเทียม และต้องหันไปพึ่งพิงยา ซึ่งเป็นเหมือนการทำร้ายมนุษย์ เพราะเหมือนเป็นการซ้ำเติมความทุกข์ที่มีอยู่แล้ว ไปเพิ่มความวิตกกังวลให้กับเขา เพื่อไปพึ่งพิงยาที่มีราคาอันแสนแพง

กลยุทธ์ที่บริษัทยานำมาใช้ในการขยายพื้นที่ตลาดยานั้นมีพอจะสรุปได้ว่ามีอยู่ 3 วิธีการใหญ่ๆด้วยกัน คือ

  1. การกำหนดค่ามาตรฐานชี้วัดการเป็นโรค ตามปกติแล้วในการให้นิยามหรือกำหนดว่าคนไข้หนึ่งคนจะถูกวินิจฉัยนั้น ว่าเป็นโรคหรือไม่ แพทย์เจ้าของไข้ต้องอาศัยแนวทางวินิจฉัยโรค(Guildline) บริษัทยาจะว่าจ้างให้แพทย์ที่เป็นผู้นำทางความคิดในแต่ละโรคมากำหนดค่ามาตรฐานหรือจัดทำแบบฟอร์มประเมิน ซึ่งการจัดทำนั้นก็ได้รับการว่าจ้างหรือสนับสนุนจากบริษัทยา ทั้งนี้ด้วยการเห็นอิทธิพลของการสั่งใช้ยาส่วนใหญ่มาจากการเชื่อถือแพทย์หรือบุคคลที่เป็นผู้นำทางความคิดทั้งหลาย วิธีการดังกล่าวถูกนำมาใช้ในหลายโรคเรื้อรัง เช่น โรคความดัน ซึ่งค่ามาตรฐานที่ใช้แบ่งว่าเป็นหรือไม่เป็นนั้นจะลดลงมาเรื่อยๆ จาก 140/90 มม.ปรอท กลายเป็น 110/90 มล.ปรอท การปรับลดค่ามาตรฐานของไขมันบางชนิดลง เช่น ระดับคลอเรสเตอรอล ไตรกลีเซอรไรด์ การสร้างแบบฟอร์มสำหรับวินิจฉัยโรคภาวะผิดปกติทางจิต อันส่งผลต่อจำนวนคนที่เข้าข่ายต้องใช้ยานั้นมีจำนวนมากขึ้น บริษัทยาก็สามารถขยายขนาดของตลาดเป้าหมายให้กว้างขึ้น อันนี้เป็นกลยุทธ์ที่บริษัทยาต้องการหรือมีความไฝ่ฝันมานานแล้ว สอดคล้องกับวาทะกรรมของผู้บริหารบริษัทยายักษ์ใหญ่ของอเมริกาคือบริษัทเมอร์คที่กล่าวว่า “แม้ตลาดยาจะมีศักยภาพในการทำกำไรสูง แต่ก็ถูกขีดวงจำกัดให้อยู่แต่เฉพาะผู้ป่วยเท่านั้น ดังนั้นสิ่งที่บริษัทยาควรกระทำอย่างยิ่งคือ การทำแบบบริษัทหมากฝรั่งริกเลย์ คือ จะขายยาให้กับทุกคนไม่เว้นแม้แต่คนที่ปกติ”

  2. การปรนเปรอหมอด้วยสารพัดวิธี เช่นมีการกล่าวถึงการส่งกองทัพผู้แทนยาจำนวน 80,000 คนไปทั่วสหรัฐอเมริกา เพื่อเข้าไปพบกับแพทย์เวชปฏิบัติ ซึ่งผู้แทนยาเหล่านี้จะถูกคัดมาด้วยเน้นหน้าตาดี จิ้มลิ้ม หรือหล่อสมาร์ทแต่งตัวดีอย่างกับนายแบบหรือนางแบบ มาพร้อมกับของกำนันมากมาย ตั้งแต่ของชิ้นเล็กๆเช่น ปากกา สมุดจดบันทึก หรือโดนัทอันส่งกลิ่นหอมอันแสนอบอวล โดยข้างกล่องก็จะติดชื่อยี่ห้อยาของบริษัทตนเอง ไปเล้าโล้มและป้อนมูลของยาบริษัทให้แพทย์ผู้สั่งใช้ยา บางครั้งหนักข้อถึงขนาดจัดทัวน์ด้วยการนำเอาวิชาการขึ้นมาบังหน้า แต่ก็กลับนำเอาแพทย์ผู้ร่วมงานไปเพียงเพื่อการพักผ่อน ตีกอล์ฟ หรือล่องเรือสำราญ ซึ่งค่าใช้จ่ายต่างๆที่เกิดขึ้นบริษัทยายักษ์ใหญ่เหล่านี้เป็นผู้จ่าย อันเป็นการเอาใจแพทย์ผู้สั่งใช้ยา

  3. การใช้กระแสคนดังของสังคมเป็นตัวเหนี่ยวนำให้เกิดการใช้ยา มักนิยมทำในยาใหม่หลายกลุ่มด้วยกัน เช่นโรคลดไขมัน หัวใจและหลอดเลือด โรครักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เป็นต้น ดาราที่นิยมใช้มีตั้งแต่ดาราดังของฮอร์ลิวูด นักกีฬาจักรยานดังระดับโลกมาโฆษณายาหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

  4. กลยุทธ์การติดตรายี่ห้อให้กับโรคคือการสร้างโรคขึ้นมาใหม่ด้วยหลากหลายวิธีการ เช่นการทำให้โรคที่ไม่ใคร่เป็นที่รู้จักได้รับความสนใจขึ้นมา การนำโรคเก่ามาตั้งชื่อใหม่ หรือการตั้งชื่อโรคใหม่เอี่ยมขึ้นมา

การใช้วิธีการหรือกลยุทธ์ข้างต้นส่งผลให้บริษัทยาสามารถสร้างตลาดโรคใหม่ ขึ้นมาได้และสามารถทำลายสถิติขายยาได้นับพันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้คนทั่วไปที่มองว่าภาวการณ์เปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ เช่น ภาวะผู้หญิงวัยทองเนื่องจากหมดประจำเดือน ซึ่งผู้ใหญ่ที่อยู่ในช่วงของวัยทองจะมีอาการหงุดหงิดง่าย ร้อนวูบวาบ ใจสั่น จนนำมาสู่การต้องใช้ฮอร์โมนทดแทน ถูกทำให้กลายเป็นโรคที่น่ากลัว สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือการอิทธิพลบิดเบือนข้อมูลหรือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์นำมาสู่การบ่อนเซาะทำลายความเชื่อถือที่มีต่อแพทย์ของประชาชน

สุดท้ายนี้เวลาท่านไปพบแพทย์  อย่าเพิ่งไปหลงเชื่อต่อสิ่งที่แพทย์บอกว่าท่านเป็นโรคนั้นโรคนี้หรือโรคที่มีชื่อแปลกๆไม่เคยได้ยินมาก่อน ต้องอย่าตระหนกแต่ให้ตระหนักถึงการค้นหาข้อมูลที่จำเป็นก่อนตัดสินใจเชื่อ เพราะหลังฉากนั้นอาจจะเต็มไปด้วยอิทธิพลของบริษัทยาที่พยายามขุดหลุมพลางเอาไว้ กลายเป็นอุบายขายโรค

เท่ง  ณ สทิงพระ

1/2/52

Comment #1ได้ความรู้ คิดแบบ
คนภูเขา_pol
Posted @February,02 2010 10.19 ip : 222...161

ขอบคุณข้อเขียนดี ๆ

เคยมีผู้มาเสนอขาย อาหารเสริม บอกว่าแก้โรค หรือป้องกันโรค ความดัน เบาหวาน ฯลฯ กับคุณแม่บ้านของผมเอง โดยบอกว่าคนที่เรารู้จักเช่น นักธุรกิจในหาดใหญ่ นักการเมืองฯลฯใช้แล้วได้ผล

ต้องสมัครสมาชิก ราคาสี่หมื่นบาท แล้วหาสมาชิกให้ได้จำนวนหนึ่ง ผมกลับจากทำงานมาขอเขาว่าขอฟังด้วยได้ไหม

เขาไม่ยอมอธิบายต่อ ลากลับไปเลย (แต่งชุดใหญ่ไปทำงาน) แม่บ้านเขาเริ่มคิดหาสมาชิกแล้ว เลยต้องอธิบายเรื่องแชร์น้ำมันให้ฟัง

อ่านเรื่องของคุณเท่งแล้ว คิดถึงเรื่องน้ำมหาบำบัต กับน้ำเจียรนัยเพชร ของป้าเช็ง คิดเห็นว่าสื่อมีอิทธิพลต่อผู้ไม่รู้จริง ๆ

แต่ไม้ล้างป่าช้าที่ชี้หลุมศพ(gt 200) สื่อมีอิทธพลไหมเอ่ย หรือว่า เป็นปาฎิหารณ์ ของพระเจ้าเงินตรา

เกี่ยวกันไหมนี่..... :s  :|  :@  :@  :@

Comment #2จากโรคร้ายกลายเป็นอุบายใหม่ของ บ.ยา
Posted @December,20 2010 18.06 ip : 118...38

เป็นอุบายที่สุดยอดของบริษัทผลิตยา  รวมไปถึงแพทย์ผู้ให้การสนับสนุน  แสดงถึงการขาดศิลธรรมและจรรยาบรรณ มีความเห็นแก่ตัวอย่างสุดยอด  เคยพบบ่อยใน เรื่องการโฆษณายาบ้าง อาหารเสริมบ้าง  เอาภาพของผู้มีชื่อเสียงมาเป็นจุดขาย  ก็เป็นเพื่อนๆของเรานี่แหละตัวดีนัก  โชคดีที่ลูกชายเป็นเภสัชกร เลยไม่หลงเชื่อ  หลังๆก็ไม่มา ขายอีก

            ทางกระทรวงสาธารณสุข  โดยเฉพาะองค์การเภสัชกรรม  ควรจะต้องดูแลในเรื่องนี้ให้มาก  แต่บางทีก็อย่างว่า เงินตรามันบันดาลให้ผู้มีหน้าที่ตาบอดหูหนวกได้  นี่คือ ความจริงส่วนหนึ่ง

แสดงความคิดเห็น

« 4424
หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านจำเป็นต้องป้อนตัวอักษรของ Anti-spam word ในช่องข้างบนให้ถูกต้อง
The content of this field is kept private and will not be shown publicly. This mail use for contact via email when someone want to contact you.
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ เว็บไซท์นี้สามารถเขียนข้อความในรูปแบบ มาร์คดาวน์ - Markdown Syntax:
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง