สงขลาพอเพียง : เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลา - Songkhla Health

หนุนเสริมภาคี ประสานความร่วมมือ

จากโรคร้ายกลายเป็นอุบายใหม่ของบริษัทยา

by Little Bear @1 ก.พ. 53 10:16 ( IP : 61...20 ) | Tags : งานเขียนคน คนเขียนงาน

หลายท่านที่อ่านบทความที่นำมาจากหนังสือแปลเรื่องกระชากหน้ากากธุรกิจยาข้ามชาติ คงจะจำได้ถึงความแสบสันของบริษัทยาที่ใช้ในการทำกำไรให้กับตนเองเอาเปรียบคนไข้ เป็นอีกแง่มุมหนึ่งที่หลายคนไม่รู้มาก่อนแล้ว คราวนี้คงต้องบอกว่าเป็นภาคต่อจากงานเขียนครั้งก่อน ผู้เขียนจึงขอนำเอาเรื่องราวโดยสรุปของการอ่านหนังสือแปลอีกเล่ม คือ อุบายขายโรค(Selling Sickness :How the world’s Biggest Pharmaceutical Companies Are Us into patient)หรือกระชากหน้ากากธุรกิจยาข้ามชาติภาคสอง เขียนโดย เรย์ มอยนิฮานและอลัน คาสเซลส์ ท่านแรกคือ เรย์ มอยนิฮาน นั้นเป็นนักเขียนเรื่องสุขภาพชั้นแนวหน้าของโลกชำนาญเป็นพิเศษในธุรกิจยา เคยตีพิมพ์ผลงานในนิตยสารทางการแพทย์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก คือ วารสารการแพทย์ของอังกฤษ วารสารทางการแพทย์นิวอิงแลนด์ และวารสารเดอะแลนเซต  เขาได้รับรางวัลรวมทั้งทุนฮาร์เนสจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาด ส่วนนักเขียนท่านที่สองคือ อลัน คาสเซลส์ นั้น เป็นนักวิจัยนโยบายยาแห่งมหาวิทยาลัยบริสติชโคลัมเบีย เป็นผู้ก่อตั้งองค์กร แพทย์ผู้สื่อสารแห่งแคนาดา ซึ่งเป็นบริการทางเว็บไซต์เพื่อการพัฒนาคุณภาพการรายงานทางการแพทย์ในแคนาดา

เนื้อหาภายในเล่มนำเสนอด้วยข้อความกระชับ ชัดเจนและทรงพลัง วิเคราะห์ วิพากษ์ เพื่อแสดงให้เห็น เทคนิคต่างๆหรือกลยุทธ์อันหลากหลายที่บริษัทยายักษ์ใหญ่นำมาใช้เพื่อการประชาสัมพันธ์ ทำการตลาดหรือสร้างภาพอย่างไรให้คนปกติ คิดว่าตนเองนั้นป่วยเกิดเป็นอุปทานเทียม และต้องหันไปพึ่งพิงยา ซึ่งเป็นเหมือนการทำร้ายมนุษย์ เพราะเหมือนเป็นการซ้ำเติมความทุกข์ที่มีอยู่แล้ว ไปเพิ่มความวิตกกังวลให้กับเขา เพื่อไปพึ่งพิงยาที่มีราคาอันแสนแพง

กลยุทธ์ที่บริษัทยานำมาใช้ในการขยายพื้นที่ตลาดยานั้นมีพอจะสรุปได้ว่ามีอยู่ 3 วิธีการใหญ่ๆด้วยกัน คือ

  1. การกำหนดค่ามาตรฐานชี้วัดการเป็นโรค ตามปกติแล้วในการให้นิยามหรือกำหนดว่าคนไข้หนึ่งคนจะถูกวินิจฉัยนั้น ว่าเป็นโรคหรือไม่ แพทย์เจ้าของไข้ต้องอาศัยแนวทางวินิจฉัยโรค(Guildline) บริษัทยาจะว่าจ้างให้แพทย์ที่เป็นผู้นำทางความคิดในแต่ละโรคมากำหนดค่ามาตรฐานหรือจัดทำแบบฟอร์มประเมิน ซึ่งการจัดทำนั้นก็ได้รับการว่าจ้างหรือสนับสนุนจากบริษัทยา ทั้งนี้ด้วยการเห็นอิทธิพลของการสั่งใช้ยาส่วนใหญ่มาจากการเชื่อถือแพทย์หรือบุคคลที่เป็นผู้นำทางความคิดทั้งหลาย วิธีการดังกล่าวถูกนำมาใช้ในหลายโรคเรื้อรัง เช่น โรคความดัน ซึ่งค่ามาตรฐานที่ใช้แบ่งว่าเป็นหรือไม่เป็นนั้นจะลดลงมาเรื่อยๆ จาก 140/90 มม.ปรอท กลายเป็น 110/90 มล.ปรอท การปรับลดค่ามาตรฐานของไขมันบางชนิดลง เช่น ระดับคลอเรสเตอรอล ไตรกลีเซอรไรด์ การสร้างแบบฟอร์มสำหรับวินิจฉัยโรคภาวะผิดปกติทางจิต อันส่งผลต่อจำนวนคนที่เข้าข่ายต้องใช้ยานั้นมีจำนวนมากขึ้น บริษัทยาก็สามารถขยายขนาดของตลาดเป้าหมายให้กว้างขึ้น อันนี้เป็นกลยุทธ์ที่บริษัทยาต้องการหรือมีความไฝ่ฝันมานานแล้ว สอดคล้องกับวาทะกรรมของผู้บริหารบริษัทยายักษ์ใหญ่ของอเมริกาคือบริษัทเมอร์คที่กล่าวว่า “แม้ตลาดยาจะมีศักยภาพในการทำกำไรสูง แต่ก็ถูกขีดวงจำกัดให้อยู่แต่เฉพาะผู้ป่วยเท่านั้น ดังนั้นสิ่งที่บริษัทยาควรกระทำอย่างยิ่งคือ การทำแบบบริษัทหมากฝรั่งริกเลย์ คือ จะขายยาให้กับทุกคนไม่เว้นแม้แต่คนที่ปกติ”

  2. การปรนเปรอหมอด้วยสารพัดวิธี เช่นมีการกล่าวถึงการส่งกองทัพผู้แทนยาจำนวน 80,000 คนไปทั่วสหรัฐอเมริกา เพื่อเข้าไปพบกับแพทย์เวชปฏิบัติ ซึ่งผู้แทนยาเหล่านี้จะถูกคัดมาด้วยเน้นหน้าตาดี จิ้มลิ้ม หรือหล่อสมาร์ทแต่งตัวดีอย่างกับนายแบบหรือนางแบบ มาพร้อมกับของกำนันมากมาย ตั้งแต่ของชิ้นเล็กๆเช่น ปากกา สมุดจดบันทึก หรือโดนัทอันส่งกลิ่นหอมอันแสนอบอวล โดยข้างกล่องก็จะติดชื่อยี่ห้อยาของบริษัทตนเอง ไปเล้าโล้มและป้อนมูลของยาบริษัทให้แพทย์ผู้สั่งใช้ยา บางครั้งหนักข้อถึงขนาดจัดทัวน์ด้วยการนำเอาวิชาการขึ้นมาบังหน้า แต่ก็กลับนำเอาแพทย์ผู้ร่วมงานไปเพียงเพื่อการพักผ่อน ตีกอล์ฟ หรือล่องเรือสำราญ ซึ่งค่าใช้จ่ายต่างๆที่เกิดขึ้นบริษัทยายักษ์ใหญ่เหล่านี้เป็นผู้จ่าย อันเป็นการเอาใจแพทย์ผู้สั่งใช้ยา

  3. การใช้กระแสคนดังของสังคมเป็นตัวเหนี่ยวนำให้เกิดการใช้ยา มักนิยมทำในยาใหม่หลายกลุ่มด้วยกัน เช่นโรคลดไขมัน หัวใจและหลอดเลือด โรครักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เป็นต้น ดาราที่นิยมใช้มีตั้งแต่ดาราดังของฮอร์ลิวูด นักกีฬาจักรยานดังระดับโลกมาโฆษณายาหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

  4. กลยุทธ์การติดตรายี่ห้อให้กับโรคคือการสร้างโรคขึ้นมาใหม่ด้วยหลากหลายวิธีการ เช่นการทำให้โรคที่ไม่ใคร่เป็นที่รู้จักได้รับความสนใจขึ้นมา การนำโรคเก่ามาตั้งชื่อใหม่ หรือการตั้งชื่อโรคใหม่เอี่ยมขึ้นมา

การใช้วิธีการหรือกลยุทธ์ข้างต้นส่งผลให้บริษัทยาสามารถสร้างตลาดโรคใหม่ ขึ้นมาได้และสามารถทำลายสถิติขายยาได้นับพันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้คนทั่วไปที่มองว่าภาวการณ์เปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ เช่น ภาวะผู้หญิงวัยทองเนื่องจากหมดประจำเดือน ซึ่งผู้ใหญ่ที่อยู่ในช่วงของวัยทองจะมีอาการหงุดหงิดง่าย ร้อนวูบวาบ ใจสั่น จนนำมาสู่การต้องใช้ฮอร์โมนทดแทน ถูกทำให้กลายเป็นโรคที่น่ากลัว สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือการอิทธิพลบิดเบือนข้อมูลหรือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์นำมาสู่การบ่อนเซาะทำลายความเชื่อถือที่มีต่อแพทย์ของประชาชน

สุดท้ายนี้เวลาท่านไปพบแพทย์  อย่าเพิ่งไปหลงเชื่อต่อสิ่งที่แพทย์บอกว่าท่านเป็นโรคนั้นโรคนี้หรือโรคที่มีชื่อแปลกๆไม่เคยได้ยินมาก่อน ต้องอย่าตระหนกแต่ให้ตระหนักถึงการค้นหาข้อมูลที่จำเป็นก่อนตัดสินใจเชื่อ เพราะหลังฉากนั้นอาจจะเต็มไปด้วยอิทธิพลของบริษัทยาที่พยายามขุดหลุมพลางเอาไว้ กลายเป็นอุบายขายโรค

เท่ง  ณ สทิงพระ

1/2/52

Relate topics

Comment #1ได้ความรู้ คิดแบบ
คนภูเขา_pol (Not Member)
Posted @2 ก.พ. 53 10:19 ip : 222...161

ขอบคุณข้อเขียนดี ๆ

เคยมีผู้มาเสนอขาย อาหารเสริม บอกว่าแก้โรค หรือป้องกันโรค ความดัน เบาหวาน ฯลฯ กับคุณแม่บ้านของผมเอง โดยบอกว่าคนที่เรารู้จักเช่น นักธุรกิจในหาดใหญ่ นักการเมืองฯลฯใช้แล้วได้ผล

ต้องสมัครสมาชิก ราคาสี่หมื่นบาท แล้วหาสมาชิกให้ได้จำนวนหนึ่ง ผมกลับจากทำงานมาขอเขาว่าขอฟังด้วยได้ไหม

เขาไม่ยอมอธิบายต่อ ลากลับไปเลย (แต่งชุดใหญ่ไปทำงาน) แม่บ้านเขาเริ่มคิดหาสมาชิกแล้ว เลยต้องอธิบายเรื่องแชร์น้ำมันให้ฟัง

อ่านเรื่องของคุณเท่งแล้ว คิดถึงเรื่องน้ำมหาบำบัต กับน้ำเจียรนัยเพชร ของป้าเช็ง คิดเห็นว่าสื่อมีอิทธิพลต่อผู้ไม่รู้จริง ๆ

แต่ไม้ล้างป่าช้าที่ชี้หลุมศพ(gt 200) สื่อมีอิทธพลไหมเอ่ย หรือว่า เป็นปาฎิหารณ์ ของพระเจ้าเงินตรา

เกี่ยวกันไหมนี่..... :s  :|  :@  :@  :@

Comment #2จากโรคร้ายกลายเป็นอุบายใหม่ของ บ.ยา
Posted @20 ธ.ค. 53 18:06 ip : 118...38

เป็นอุบายที่สุดยอดของบริษัทผลิตยา  รวมไปถึงแพทย์ผู้ให้การสนับสนุน  แสดงถึงการขาดศิลธรรมและจรรยาบรรณ มีความเห็นแก่ตัวอย่างสุดยอด  เคยพบบ่อยใน เรื่องการโฆษณายาบ้าง อาหารเสริมบ้าง  เอาภาพของผู้มีชื่อเสียงมาเป็นจุดขาย  ก็เป็นเพื่อนๆของเรานี่แหละตัวดีนัก  โชคดีที่ลูกชายเป็นเภสัชกร เลยไม่หลงเชื่อ  หลังๆก็ไม่มา ขายอีก

            ทางกระทรวงสาธารณสุข  โดยเฉพาะองค์การเภสัชกรรม  ควรจะต้องดูแลในเรื่องนี้ให้มาก  แต่บางทีก็อย่างว่า เงินตรามันบันดาลให้ผู้มีหน้าที่ตาบอดหูหนวกได้  นี่คือ ความจริงส่วนหนึ่ง

ขออภัย ขณะนี้เว็บไซท์ของดการสร้างหัวข้อใหม่และการแสดงความคิดเห็นไว้ชั่วคราว