สงขลาพอเพียง : เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลา - Songkhla Health

หนุนเสริมภาคี ประสานความร่วมมือ

รู้สึกอย่างไร?...เมื่อไปสมัชชาชาติครั้งแรก

by Little Bear @20 ธ.ค. 52 20:55 ( IP : 61...125 ) | Tags : งานเขียนคน คนเขียนงาน

ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่ได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนของจังหวัดสงขลาภาคส่วนวิชาการ ไปร่วมสมัชชาชาติในประเด็น การยุติการส่งเสริมการขายยาที่ขาดจริยธรรม ผมรู้จักสมัชชาแค่เพียงทางทฤษฎี ด้วยการเรียนในหัวข้อการสร้างนโยบายสาธารณะที่อาจารย์พงค์เทพ สุธีรวุฒิ ผู้อำนวยการสถาบันการจัดการระบบสุขภาพภาคใต้ มาบรรยายให้นักศึกษาปริญญาโท สาขาเภสัชศาสตร์สังคมและการบริหารฟัง เลยตั้งใจจะไปเรียนรู้ว่าจะจริงอย่างที่เรียนหรือเปล่า

คำว่า "สมัชชา" นั้นหลายคนมีความเห็นเป็นกระบวนการในเชิงลบ ซึ่งผมเองก็มีความคิดไม่แตกต่างจากใครอีกหลายคน เพราะด้วยถูกนำไปใช้ในการชุมนุมประท้วงของบางกลุ่มที่เรียกร้องต่อรัฐบาล มีชุมนุมหน้าทำเนียบ นอนค้างคืนกันกดดันให้ฝ่ายรัฐรับข้อเสนอ จนหลายคนกลัวและเอือมระอา จะเข้าไปร่วม แต่ก็ไม่ผิดครับที่หลายคนคิดอย่างนั้น อีกส่วนที่เป็นปัญหา คือ สมัชชาจะเป็นกลไกที่สามารถแก้ปัญหาได้จริงหรือ ?

สมัชชาเป็นนวตกรรมที่เกิดขึ้นตาม พรบ.สุขภาพแห่งชาติที่กำหนดให้จัดกระบวนการสมัชชาที่นำเอาภาคีสามส่วนหลัก อันประกอบด้วย ภาครัฐ ภาควิชาการและภาคประชาสังคม มาร่วมกันจัดทำนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ สมัชชาชาติ สมัชชาเฉพาะพื้นที่ และสมัชชาเฉพาะประเด็น เน้นการเรียนรู้แบบความสมานฉันท์ของทุกฝ่ายที่มีส่วนได้เสีย

กระบวนการจัดการของจังหวัดสงขลาต้องชมเชยว่า มีวิธีการจัดการที่ดี กล่าวคือ มีการเตรียมความพร้อมโดยการประชุมนำภาคีที่มีความสนใจและเกี่ยวข้องกับประเด็นหรือวาระที่จะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการย่อยในการประชุมสมัชชาชาติ ร่วมกันพิจารณาเอกสารที่เกี่ยวข้อง เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้เสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพิ่มเติมได้ หลังจากนั้นจะเสนอชื่อผู้ที่เหมาะสมที่จะได้รับการคัดสรรเป็นตัวแทนของจังหวัด มาตกลงเกลี่ยให้ มีสัดส่วนที่เหมาะสมของ 3 ภาคส่วน จังหวัดสงขลายึดตามแนวทางนี้ แต่ก็มีข้อสังเกตที่น่าสนใจ คือ

  1. การขาดข้อมูลหรือการติดตามข้อมูลอย่างจริงจังของผู้สนใจในแต่ละประเด็น ที่พบว่า เพราะยังขาดข้อมูลทางวิชาการที่ดีมากและเป็นระบบมาสนับสนุนและให้ความเห็น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะพื้นที่จังหวัดสงขลายังขาดนักวิชาการหรือยังไม่สามารถหานักวิชาการที่มาสนใจในประเด็นนั้นๆมาร่วมอย่างจริงจังและต่อเนื่องได้ โจทย์สำคัญที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันแก้ไขนักวิชาการควรเข้ามาร่วมเรียนรู้อย่างกระตือรือร้นให้เหมือนกับภาคประชาสังคม แต่หันมาทำงานวิจัยที่กินได้ ใกล้ชิดกับประชาชนทั่วไป

  2. ขาดความหลากหลายของตัวแทนจังหวัด เนื่องจากประเด็นที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสมัชชาชาติในแต่ละปีนั้นจะสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป พบว่า เครือข่ายที่เข้าร่วมอยู่ในวงจำกัด หลายคนที่เข้าร่วมอาจมีหน้าตาซ้ำซ้อนกัน รู้จักสนิทสนมกันดีกัน แต่หากมองในอีกมุมนั้นก็อาจจะเป็นเพราะคนที่มีความสนใจในนวตกรรมสมัชชานั้นยังยู่ในวงของกลุ่มที่ยังจำกัดอยู่มาก ที่ผ่านมาทางคณะผู้จัดจะพิจารณาว่า ประเด็นดังกล่าวน่าจะมีใครบ้างที่ควรจะเชิญเข้ามามีส่วนร่วมบ้าง อาจจะตรงกับความถนัดหรือสนใจของเครือข่ายต่อประเด็นนั้นมากน้อยต่างกันไป โจทย์สำคัญ คือ จังหวัดสงขลาจะทำอย่างไร ให้มีกลุ่มเครือข่ายที่หลากหลายมากกว่านี้ ไม่ผูกขาดอยู่กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

  3. การสื่อสารและทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องของคณะทำงานกลางกับตัวแทนเครือข่ายตัวแทนจังหวัดในแต่ละประเด็น ผลจากสมัชชาชาติครั้งที่หนึ่ง หลายคนที่มีประสบการณ์มักจะกลับมาบอกว่า คล้ายไปนั่งถกเถียงในการตีความหมายของคำที่จะนำไปใส่ลงในร่างเอกสารของแต่ละประเด็น พอเสร็จสิ้นก็จบกัน คณะกรรมการกลางคงต้องมีกลไกบางอย่างที่จะต้องเชื่อมต่อตัวแทนเครือข่าย เพื่อการทำงานต่อไป

    นอกจากนี้ การเป็นตัวแทนจะเป็นตัวแทนที่แท้จริงของเครือข่ายในแต่ละจังหวัด คงต้องอาศัยการสื่อสารเนื้อหาสาระ แนวทาง แนวโน้มที่ต้องขับเคลื่อน เพื่อการรับรู้และมีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นหรือมีส่วนร่วมในอนาคต ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า การสื่อสารและความเท่าทันข้อมูลแปรผันตามระยะทาง ข้อมูลมักกระจุกอยู่ตรงกลางของประเทศ เลยปฏิเสธไม่ได้ว่า ประเด็นต่างๆของสมัชชาชาติมักเกิดขึ้นและจบกันที่ส่วนกลาง

  4. ประเด็นจากสมัชชากับการประยุกต์หรือผนวกสู่การทำงานของแผนสุขภาพจังหวัดสงขลา ที่ผ่านมาหลากหลายประเด็นจะสิ้นสุดลงภายหลังจากการประชุม เราคงต้องช่วยคิดกลไก เพื่อการมาเคลื่อนงานในระดับพื้นที่ให้สามารถนำมาประยุกต์หรือบรรจุลงในแผนสุขภาพและวิธีการอื่นๆ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้การทำงานร่วมกันของเครือข่ายในพื้นที่ วิธีการนั้นเป็นโจทย์สำหรับพวกเราทุกคนว่า จะคิดรูปแบบใดขึ้นมา เพราะด้วยความที่ไม่อยากให้หลายคนที่เฝ้ามองแล้วขาดความศรัทธาต่อกระบวนการสมัชชาไป

  5. กระบวนการสมัชชากับการนำมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดสงขลาอย่างไร ? สมัชชาชาติจากการไปสัมผัสด้วยตนเอง นับเป็นบรรยากาศที่น่าสนใจและแตกต่างจากความรู้สึกนึกคิดเดิมที่มี ในห้องพิจารณาระเบียบร่างมิติ ทุกคนที่เป็นตัวแทนมีสิทธิและเสียงเท่ากันคือหนึ่ง ต้องรับฟังความเห็นต่างอย่างตั้งใจและไม่กล่าวพาดพิงเสียดสีผู้อื่น มีข้อสงสัยก็จะมีผู้ทรงคุณวุฒิชี้แจงให้ความกระจ่าง นี่แหละที่เรียกว่า ความสมานฉันท์

หากสงขลาจะก้าวหน้าและเกิดการแก้ปัญหาให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นระบบ ที่ผ่านมาเราจะพบว่า เวลาถกเถียงเพื่อหาทางออกเรามักจะมาแค่การรับฟังและถกเถียงจนไม่สามารถหาทางออกร่วมกัน บางครั้งกล่าวพาดพิงหรือโทษใส่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไล่กันจนมุม อับอาย ทำให้หน่วยงานหลายส่วนเข็ดหลาบไม่กล้ามาร่วม บรรยากาศเลยขาดความสมานฉันท์ กระบวนการสมัชชาเลยลดความขลังและลดคุณค่าที่แท้จริงลงไปลงอย่างน่าเสียดาย แต่สาเหตุหนึ่งที่พบว่าเป็นจุดอ่อนที่ต้องรีบแก้ไข คือ การขาดข้อมูลเชิงวิชาการที่มาจากการศึกษาอย่างเป็นระบบ เพื่อประกอบการสังเคราะห์ข้อเสนอและกลไกการแก้ปัญหานำเสนอแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลอ่อนแน่นอนทุกคนย่อมจะพูดโดย อาศัยความรู้สึก"ใช้สาว่า"นำหน้าเสมอ

เป็นไปได้หรือไม่โอกาสทองที่ไปเห็นมา จะนำมาปรับใช้กับกรณีศึกษาของจังหวัดสงขลา ไปร่วมมาก็ยอมรับอย่างน่านับถือและยกเครดิตให้กับการวางระบบของ ผศ.ดร.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ และคณะทำงานอีกหลายท่านที่เกี่ยวข้อง สงขลาและจังหวัดในภาคใต้เรามีข้อได้เปรียบกว่าจังหวัดของภาคอื่น จากการไปพูดคุยกับหลายคนที่มาจากจังหวัดอื่น บอกว่า มาด้นสดกัน ไม่รู้จักว่าใครกันแน่ที่เป็นตัวแทน หรือขาดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

นี่เป็นเพียงแค่มุมมองเพียงเสี้ยวหนึ่งที่ได้รับจากการไปสัมผัสบรรยากาศสมัชชาชาติ ที่อาจจะขาดความครบถ้วน หรือเป็นเพียงมุมมองเพียงด้านเดียว แต่สำหรับผมแล้วเห็นว่า โอกาสทองที่มีโอกาสไปเห็น...

เท่ง ณ สทิงพระ

19/12/52

Relate topics

ขออภัย ขณะนี้เว็บไซท์ของดการสร้างหัวข้อใหม่และการแสดงความคิดเห็นไว้ชั่วคราว