สาระน่ารู้
ลำใยผลไม้ที่ให้ทั้งคุณและโทษ
ฉบับนี้ขอเขียนถึงเรื่องของผลไม้ชนิดหนึ่ง ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของผู้คนในสังคม ทั้งในเชิงอาหารและเชิงธุรกิจ ผลไม้ชนิดนี้ก็คือลำไยนั่นเอง
และในช่วงนี้ก็เป็นหน้าที่ลำไยกำลังให้ผลผลิต จะ เห็นว่าตามตลาดนัดต่างๆ ห้างสรรพสินค้า หรือเป็นรถเร่ขายผลไม้ ก็เต็มไปด้วยลำไย ราคาก็ไม่แพงมากนัก และความดังของลำไยก็ยังเป็นข่าวให้ได้อ่านได้ฟังกันทุกวัน คือเรื่องของลำไยอบแห้งที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีแต่กล่องแต่ไม่มีลำไยในกล่อง หรือที่เรียกกันว่าสต็อกลม และ ยังมีการทำลายลำไยทิ้งเป็นจำนวนมากมายมหาศาล ทั้งๆ ที่ประชากรทั้งในและต่างประเทศก็มีความต้องการทานลำไยกัน ก็เป็นเรื่องที่น่าตกใจทีเดียวว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับลำไยและเกษตรกรผู้ปลูก ทำไมลำไยจึงได้รับความเสียหายอย่างใหญ่หลวงเช่นนี้ เป็นเพราะกระแสการปลูก หรือเกษตรกรไม่มีความรู้ด้านการตลาด หรือมีตลาดที่ไม่ตรงกับกลไกของความเป็นจริง
ลำไยจัดเป็นไม้ผลกึ่งเมืองร้อน มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Dimocarpus longan Lour. มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนตอนใต้และอินเดีย เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงประมาณ 9-12 เมตร ในความเป็นจริงแล้วลำไยมีอยู่หลายสายพันธุ์ด้วยกัน แต่ที่นิยมปลูกในบ้านเราก็แบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์ คือ
ลำไยต้น
เป็นพันธุ์ที่ปลูกเพื่อนำผลมาใช้บริโภค และพันธุ์ที่นิยมปลูกกัน คือ พันธุ์อีดอ, เบี้ยวเขียว, สีชมพู, กะโหลกแห้ว, ใบดำ และพันธุ์พื้นเมือง
ลำไยเครือ
เป็นพันธุ์ที่ปลูกเพื่อเป็นไม้ประดับตามบ้านเรือนหรือตามสถานที่ต่างๆ
ลำไยเป็นไม้ที่ให้ผลเป็นช่อ อาจมีขนาดเล็กถึงใหญ่ ส่วน เนื้อในมีสีขาวใสหรือสีชมพูอ่อนๆ มีรสหวานจัด และให้ผลผลิตในเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายนก็จะตรงกับหน้าฝน และมีการปลูกกันมากทางภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ในการนำมาใช้เป็นอาหารนั้นนอกจากทานผลสดแล้ว ยังสามารถนำมาแปรรูปได้ด้วย เช่น ลำไยกระป๋อง, ลำไย แช่แข็ง และลำไยอบแห้งเพื่อเก็บไว้กินได้นานๆ ทำเป็นไวน์ลำไย หรือนำมาปรุงเป็นขนมหวาน เช่น ข้าวเหนียวเปียกลำไย ก็มีรสชาติอร่อยเช่นกัน
นอกจากการนำมาเป็นอาหารแล้ว ตามตำราการแพทย์แผนไทยยังมีการนำเอาส่วนประกอบต่างๆ ของลำไยใช้เป็นยารักษาโรค คือ
เนื้อผล
ช่วยบรรเทาอาการท้องเสีย ช่วยบำรุงหัวใจ บำรุงร่างกาย รักษาอาการตัวบวมในสตรีที่คลอดบุตร
เมล็ด
ใช้ทาแผลเน่าเปื่อย คัน หรือแผลเรื้อรังที่มีหนอง ช่วยรักษาเกลื้อน ใช้ห้ามเลือด ขับปัสสาวะ เปลือกใช้ทาแผลที่โดนน้ำร้อนลวกจะไม่ปวดแผล และไม่เกิดแผลเป็น
คุณค่าทางโภชนาการของลำไย ประกอบด้วย
- พลังงาน 71 แคลอรี
- ไขมัน 1.4 กรัม
- คาร์โบไฮเดรต 15.6 กรัม
- เส้นใยอาหาร 0.3 กรัม
- โปรตีน 1 กรัม
- แคลเซียม 23 มิลลิกัรม
- ฟอสฟอรัส 36 มิลลิกรัม
- เหล็ก 0.4 มิลลิกรัม
- ไนอะซิน 0.3 มิลลิกรัม
- วิตามินบี 1 0.03 มิลลิกรัม
- วิตามินบี 2 0.14 มิลลิกรัม
- วิตามินซี 56 มิลลิกรัม
อย่าง ไรก็ตาม ในการทานผลไม้นั้นก็ควรทานให้หลากหลายชนิด แต่ผลไม้บางชนิดก็ดูจะเป็นผลไม้ต้องห้ามสำหรับผู้บริโภคบางคนได้เช่นกัน เช่น ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน ก็ไม่ควรทานผลไม้ที่มีรสชาติหวานจัด หรืออาจรับประทานได้ในปริมาณน้อยๆ เช่น ทุเรียน, น้อยหน่า โดยเฉพาะลำไยสดนั้นควรทานแต่พอประมาณ หากทานมากเกินไปจะทำให้เกิดอาหารเจ็บคอหรือร้อนในได้ เนื่องจากเนื้อลำไยมีปริมาณน้ำตาลค่อนข้างสูง หาก ท่านใดที่ทานลำไยแล้วมีอาการเช่นนี้ก็ให้ดื่มน้ำเกลือตามลงไปก็จะช่วยบรรเทา อาการนี้ได้ (สูตรน้ำเกลือประกอบด้วย น้ำเปล่า 1 แก้ว เกลือ 1/2 ช้อนชา ละลายให้เข้ากัน) หรือบางท่านอาจแก้ด้วยการทานมังคุดตามลงไป เนื่องจากมีความเชื่อมังคุดเป็นผลไม้ที่เย็นก็จะช่วยดับร้อน แก้อาการกันได้ และเพื่อสุขภาพที่ดีเราควรทานผลไม้ทุกๆ วันเช่นเดียวกับผัก ร่างกายจึงจะได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน ที่สำคัญยังช่วยทำให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ ใยอาหารใน ผลไม้ยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ป้องกันโรคมะเร็งหลายชนิดโดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ ก็ขอฝากถึงผู้อ่านให้หันมาทานผลไม้กันเยอะๆ โดยเฉพาะผลไม้ที่เป็นของบ้านเราเอง เพราะนอกจากจะช่วยเกษตรกรให้มีรายได้แล้ว ตัวผู้บริโภคเองก็จะได้มีสุขภาพที่ดีตามมาด้วย
ปัญหาคือกินในปริมาณเท่าไรจึงจะพอดี ตามหลักโภชนาการได้แนะนำให้กินผลไม้ 4-5 ส่วนต่อวัน ซึ่งผลไม้ที่กินก็ควรจะมีความหลากหลายใน 1 ส่วนที่กล่าวถึงนี้ ถ้าเป็นสับปะรดคือ 6 ชิ้น มะละกอ 6 ชิ้น แตงโม 3 ชิ้น เงาะ 4 ผล ชมพู่ 2 ผล มะม่วงสุก 1/2 ผล สำหรับลำไย 1 ส่วน ถ้าเป็นผลใหญ่ก็จะได้ประมาณ 6 ผล ผลเล็ก 10 ผล กล่าวคือ ถ้าเราจะกินแต่ลำไยเพียงอย่างเดียวตามสัดส่วนที่กำหนดในหนึ่งวัน ก็ไม่ควรเกิน 30 ลูกใหญ่ 50 ลูกเล็ก แต่ในความเป็นจริงถ้ากินมากขนาดนี้จะร้อนมาก และในทางการแพทย์แผนไทยเราไม่แนะนำให้กินอย่างเดียว ควรกินผลไม้อย่างอื่นด้วย สมมุติว่าเรามีชมพู่ เงาะ สับปะรด ลำไย ในตู้เย็นก็ควรกินทุกอย่างดังนี้คือ ชมพู่ 2 ลูก เงาะ 1 ลูก สับปะรด 6 ชิ้น และลำไย 12 ลูก (2 ส่วน) เป็นต้น จะได้ผลไม้ทั้งหมดนี้ เท่ากับ 5 ส่วนของอาหาร ถ้าต้องการลดความอ้วน วันนั้นก็ควรกินข้าวสวยให้น้อยลง เช่น ควร กินไม่เกิน 4 ทัพพี เป็นต้น นี่คือคนปกติกิน คนเป็นเบาหวานก็ให้ลดปริมาณลง หันมากินผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวแทน ถ้าต้องการกินลำไยก็ไม่ควรเกิน 6 ลูก ถ้าอยากกินก็ต้องลดข้าวลง
ดังนั้น ถ้าครอบครัวหนึ่งซื้อลำไยมา 2 กิโลกรัม ลำไย 12 ลูก น้ำหนัก 1 ขีด ถ้าลำไยไม่มีก้าน 6 ลูกใหญ่ หนัก 56 กรัม 1 กิโลกรัม มีลำไยประมาณ 100 ลูก ก็จะกินได้ประมาณ 8 คน ถ้ากินลำไยคนละ 2 ส่วนอาหารคือ คนละ 12 ลูกต่อวัน รัฐบาลขอร้องให้ซื้อลำไยครอบครัวละ 2 กิโลกรัม ก็กินลำไยติดต่อกันได้ 3-4 วัน ก็หมดพอดีสำหรับครอบครัวที่มีสมาชิก 4-6 คน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่จะช่วยรัฐบาลซื้อลำไย 2 กิโลกรัม หลังจากกินลำไยแล้วหากมีอาการร้อนในก็ให้กินน้ำเกลือตาม ก็ตามสูตรที่หมอเขียนไว้ตอนต้นนั่นแหละ.
